วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เฮลตี้ไปกับท่าลดต้นแขน




วิธีลดต้นแขน7
   สาวๆ คนไหนที่มีแขนโตหรือกล้ามโตตอนนี้สบายใจกันได้แล้ว เพราะเรามีท่าบริหารดีๆ ปฏิบัติกันได้ง่ายๆ มาฝาก เพียงแค่คุณทำให้ได้วันละเพียง 7 นาที เท่านั้น คุณก็จะเปลี่ยนแขนโตให้เป็นแขนที่เรียวงามได้กันแล้ว

     อุปกรณ์ที่ต้องใช้  ดัมบ์เบลล์หรือถ้าไม่มีอาจจะเปลี่ยนมาใช้เป็นขวดเปล่าใส่น้ำที่มีน้ำหนักประมาณ 1-4 กิโลกรัม 2 ขวด และนาฬิกาจับเวลา
       วิธีปฏิบัติ  อันดับแรกควรเริ่มด้วยการอบอุ่นร่างกายเบาๆ เพื่อให้ไปช่วยกระตุ้นการเต้นของหัวใจให้ทำงานได้อย่างสม่ำเสมอเสียก่อนโดยใช้เวลาสัก 2-3 นาที จะใช้วิธีการเดินเร็ว จ็อกกิ้งเบาๆ หรือจะกระโดดเชือกก็ได้ตามความชอบของแต่ละคน หลังจากได้เวลาแล้วให้ออกกำลังกายตามขั้นตอนที่กำหนดไว้จนครบทุกขั้นตอน แต่ละท่าต้องทำติดต่อกันจนครบตามเวลาที่กำหนด หลังจากนั้นให้ทำการยืดกล้ามเนื้อแบบเบาๆ อีกสักประมาณ 5 นาที
ท่าที่ 1 ย่อแล้วยก
ท่านี้จะช่วยกระชับ  ก้น สะโพก เอ็นร้อยหวาย และกล้ามเนื้อต้นแขน ใช้เวลาในการปฏิบัติ  3 นาที
อันดับแรกให้ยืนตัวตรง แยกขาออกให้พอดีกับช่วงสะโพก แขนทั้งสองข้างปล่อยลงมาแนบกับลำตัว มือทั้งสองข้างถือดัมบ์เบลล์ไว้หันฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าหาตัว แล้วทำการทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ จนต้นขาทั้งสองข้างขนานกับพื้น ยืดอกและลำตัวส่วนบนให้ตั้งตรง หลังจากนั้นค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนงอศอกทั้งสองข้างขึ้นจนดัมบ์เบลล์แตะที่ช่วงไหล่ไปพร้อมๆ กัน เมื่อทำการย่อตัวลงอีกครั้งก็ให้ปล่อยแขนทั้งสองข้างลง ทำลักษณะนี้ซ้ำอีกจนครบเวลาที่กำหนดไว้
ท่าที่ 2 ย่อแล้วกาง
ท่านี้จะช่วยกระชับ  กัน สะโพก ไหล่ เอ็นร้อยหวาย และ กล้ามเนื้อต้นแขน ใช้เวลาในการปฏิบัติ  3 นาที
ให้ยืนตัวตรง แยกขาทั้งสองข้างออกให้พอดีกับช่วงสะโพก ปล่อยแขนทั้งสองข้างแนบกับลำตัว มือถือดัมบ์เบลล์ไว้ทั้งสองข้าง ก้าวขาข้างใดข้างหนึ่งไปด้านหลังแล้วค่อยๆ ย่อตัวลง กางแขนทั้งสองข้างออกให้อยู่ในระดับเดียวกันกับบ่า จากนั้นค่อย ๆ ปล่อยแขนทั้งสองข้างลง และกลับไปสู่ท่าเริ่มต้น เปลี่ยนขาอีกข้างก้าวไปข้างหลังแล้วทำแบบเดิมซ้ำ ให้ทำสลับกันไปเรื่อยๆ จนครบเวลาที่กำหนดไว้
ท่าที่ 3 วิดพื้น
ท่านี้จะช่วยกระชับ  ก้น สะโพก หน้าอก ไหล่ หน้าท้อง หลังส่วนบน และ กล้ามเนื้อต้นแขน ใช้เวลาปฏิบัติ 1 นาที
ให้เริ่มจากทำท่าเหมือนเวลาคลานโดยให้เข่าทั้งสองข้างแนบลงกับพื้น วางมือทั้งสองข้างให้กว้างกว่าช่วงไหล่เล็กน้อย ทิ้งตัวลงช้า ๆ โดยใช้มือทั้งสองยันพื้นไว้จนช่วงอกเกือบจะแตะพื้น ยกตัวกลับสู่ท่าเริ่มต้น ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนครบเวลาที่กำหนดไว้
เป็นยังไงกันบ้างไม่ยากเลยใช่ไหม แค่ปฏิบัติตามนี้กันเป็นประจำรับรองได้ว่าแขนที่เรียวงามจะไม่หนีคุณไปไหนแน่นอน

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

มะเขือเทศผู้พิชิตผิวสวย


   มะเขือเทศ ( Tomato ) เป็นพืชชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร มะเขือเทศขนาดปานกลางจะมีปริมาณวิตามินซีครึ่งหนึ่งของส้มโอทั้งผล มะเขือเทศผลหนึ่งจะมีวิตามินเอราว 1 ใน 3 ของวิตามินเอที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน นอกจากนี้มะเขือเทศยังมีโปแตสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียมและแร่ธาตุอื่นๆ อีกหลายชนิด

   ลักษณะเป็นพืชล้มลุกอายุเพียง 1 ปี ลำต้นตั้งตรง มีลักษณะเป็นพุ่ม มีขนอ่อน ๆ ปกคลุม ใบเป็นใบประกอบ ออกสลับกัน ใบย่อยมีขนาดไม่เท่ากัน บางใบเล็กรียาว บางใบกลมใหญ่ ปลายใบแหลม ขอบใบเป็นหยักลึกคล้ายฟันเลื่อยมีขนอ่อน ๆ ออกดอกเป็นช่อหรือดอกเดี่ยว บริเวณซอกใบ ดอกมีสีเหลือง มีกลีบเลี้ยงสีเขียวประมาณ 5-6 กลีบ ผลเป็นผลเดี่ยว มีขนาดรูปร่างและสีต่างกัน ซึ่งมีขนาดเล็กประมาณ 3 เซนติเมตร จนถึงใหญ่ประมาณ 10 เซนติเมตร รูปร่างมีทั้งกลม กลมแบน หรือกลมรี ผิวนอกลีบเป็นมัน ผลดิบมีสีเขียว หรือเขียวอมเทา เมื่อสุกจะมีสีเหลือง สีส้ม หรือสีแดง เนื้อภายในฉ่ำด้วยน้ำมีรสเปรี้ยว เมล็ดมีเป็นจำนวนมาก มะเขือเทศมีหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์สีดา พันธุ์โรมาเรดเพียร์ เป็นต้น

 

ประโยชน์ของมะเขือเทศ
1.) มะเขือเทศมีสารที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ดังนั้นจึงใช้เป็นยารักษาโรคที่เกี่ยวกับปากที่เกิดจากเชื้อราได้
2.) มะเขือเทศมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ คือ ไลโคปีน ที่มีคุณสมบัติสามารถลดการเกิดมะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมากได้ หากทานมะเขือเทศ 10 ครั้ง/สัปดาห์ จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายได้ถึง 45% นอกจากนี้มะเขือเทศยังมีบีตา-แคโรทีน และฟอสฟอรัสมาก ที่มะเขือเทศมีรสชาติอร่อยนั้น เพราะมีกรดอะมิโนที่ชื่อกลูตามิคสูง กรดอะมิโนนี้เองเป็นตัวเพิ่มรสชาติให้อาหาร ทั้งยังเป็นกรดอะมิโนตัวเดียวกับที่อยู่ในผงชูรสด้วย
3.) รักษาสิว สมานผิวหน้าให้เต่งตึง โดยใช้น้ำมะเขือเทศพอกหน้า หรืออาจจะนำมะเขือเทศสุกฝานบาง ๆ แปะบนใบหน้า จะช่วยให้ผิวหน้าอ่อนนุ่ม
4.) ในผลมะเขือเทศมีสารจำพวก แคโรทีนอยด์ ชื่อไลโคพีน (Lycopene) ซึ่งเป็นสารสีแดง และวิตามินหลายชนิด เช่น วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินเค โดยเฉพาะวิตามินเอ และวิตามินซี มีในปริมาณสูง มีกลดมาลิค กรดซิตริก ซึ่งให้รสเปรี้ยว และมีกลูตามิค (Glutamic) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหาร นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสารบีตา-แคโรทีน และแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เป็นต้น
5.) มะเขือเทศมีสรรพคุณทางยาค่อนข้างสูง เพราะมะเขือเทศมี วิตามินพี (citrin) ซึ่งจะช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด มะเขือเทศยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะจึงสามารถแก้อาการความดันโลหิตสูง มะเขือเทศมีวิตามินเอจึงสามารถรักษาโรคตาได้ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือมีวิตามินซีมากทำให้สามารถป้องกันและรักษาโรคลักปิดลักเปิด ช่วยระบบการย่อยและช่วยการขับถ่ายอุจจาระอีกด้วย
6.) ช่วยบำรุงผิวลดริ้วรอย ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน ระบบการหมุนเวียนเลือดดีขึ้น และยังสามารถต้านมะเร็งได้ด้วย
7.) ซอสมะเขือเทศสามารถนำมาใช้หมักผมได้ โดยจะช่วยป้องกันการเปลี่ยนไปของสีผมอันเนื่องมาจากการว่ายในน้ำในสระที่มี คลอรีน และยังนำมาใช้ขัดเครื่องประดับเงินชิ้นโปรดของคุณให้เงางามได้เหมือนเดิม


สาหร่ายเกลียวทอง สาหร่ายที่ทรงคุณค่า


  
   สาหร่ายเกลียวทอง เป็นสาหร่ายที่ทรงคุณค่ามากอย่างหนึ่งในหมู่วิตามินและสารอาหาร มีขายทั่วไป แต่หายคนคงยังไม่ทราบว่าสาหร่ายเกลียวทองมีประโยชน์อย่างไรบ้าง วันนี้แอดมินได้เอาสาระความรู้เป็นบทความสุขภาพ เกี่ยวกับสารอาหารในกลุ่มสาหร่ายเกลียวทองมาฝากกันคะ

Seaweed1

   สาหร่ายเกลียวทอง คือ สาหร่ายหลายเซลล์ สีเขียวแกมน้ำเงิน ที่อุดมด้วยคุณค่าทางสารอาหารครบ 5 หมู่ เพียบพร้อมด้วยวิตามินและเกลือแร่ที่ร่างกายต้องการย่อยสลาย และดูดซึมง่าย เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็วและไม่มีผลข้างเคียงเมื่อรับประทาน ติดต่อกันเป็นเวลานาน สาหร่ายเกลียวทอง หรือเรียกอีกชื่อว่า สาหร่ายสไปรูลิน่า (spirulina) ซึ่งการค้นพบว่าสาหร่ายเกลียวทองมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย 18 ชนิด วิตามินบี ธาตุเหล็ก

images (1)

   ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทและเซลล์สมอง เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบรับประทานนผัก ผลไม้ แม้กระทั้งการออกกำลังกาย ปัจจุบันสาหร่ายเกลียวทองเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกว่า 70 ประเทศทั่วโลก และองค์การอนามัยโลกได้แนะนำว่า สาหร่ายเกลียวมองเป็นอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษและมีคุณค่าทางอาหารไม่มีสารตกค้าง สามารถใช้บริโภคได้อย่างดี มีรายงานผล การวิจัยอย่างมากมายว่าสาหร่ายเกลียวมองสามารถให้ผลดีต่อการบำรุงและเสริมการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มากมายซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคสมัยนี้

ประโยชน์ของสาหร่ายเกลียวทอง
1.) สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยลดคอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
2.) สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง ช่วยให้ความจำดีขึ้น
3.) สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
4.) สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส เปล่งปลั่ง
5.) สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยลดกรดและเคลือบแผลในกระเพาะอาหาร
6.) สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ
7.) สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยป้องกันการเกิดโรคตับแข็ง
8.) สาหร่ายเกลียวทอง ช่วยขับล้างสารพิษ โดยเฉพาะพิษจากแอลกอฮอล์

    นี่เป็นเพียงตัวอย่างของประโยชน์บางส่วนของ สาหร่ายเกลียวทอง ซึ่งทำให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากมายในปัจจุบัน แล้วยังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในขณะนี้ เพราะมีประโยชน์และคุณค่ามากมาย อีกทั้งยังรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย รับประทานง่าย และนี่คือเหตุผลต่างๆนานา ที่ทำให้สาหร่ายเกลียวทองเป็นที่นิยมและเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก


วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เฮลตี้ดีๆไปกับ แก้วมังกร (Dragon fruit)


แก้วมังกร
“แก้วมังกร” ผลไม้ชื่อแปลกชนิดนี้มีหลายสายพันธุ์และรสชาติแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นรสหวานอมเปรี้ยว หรือหวานอ่อนๆ มีวิธีรับประทานที่ง่ายเพียงแค่นำผลมาผ่าครึ่งก็สามารถใช้ช้อนตักเนื้อรับประทานได้เลย เนื้อสัมผัสนุ่มมีเมล็ดเล็กๆ สีดำกระจายทั่ว ทานอร่อยได้สำหรับคนทุกเพศทุกวัย แถมในหมู่สาวๆ รักสุขภาพยังมีประโยชน์มากมายทั้งด้านความงามและการลดน้ำหนักอีกด้วย
   แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ แต่มีคุณค่าทางอาหารสูง รสชาติอร่อย ทำให้เหมาะสำหรับเหล่าหญิงสาวที่กำลังลดน้ำหนักเป็นอย่างมาก มีเส้นใยสูงจึงช่วยให้อิ่มท้องได้เป็นเวลานาน เปี่ยมไปด้วยสารอาหาร วิตามินและเกลือแร่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและผิวพรรณ นับเป็นผลไม้เพื่อนหญิงสาวอย่างแท้จริง และในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับประโยชน์ของแก้วมังกรให้มากขึ้นกันค่ะ
🌸1. ช่วยบำรุงผิว มีส่วนช่วยบำรุงผิวทำให้ผิวสวยเรียบเนียน กระจ่างใสขึ้นและยังลดการเกิดสิวด้วย
🌸2. ดับกระหายได้ดี ด้วยรสชาติหวานอ่อนๆ ของแก้วมังกร จึงช่วยดับกระหายได้อย่างดีเยี่ยมเลยล่ะ
🌸3. เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย มีสรรพคุณเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง และยังช่วยต่าต้านโรคภัยต่างๆ ได้ดีทีเดียว
🌸4. ตัวช่วยลดน้ำหนักได้ผล แก้วมังกร เป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงจึงทำให้ช่วยลดน้ำหนักและเป็นตัวช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี
🌸5. สารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่เป็นจำนวนมาก จึงช่วยป้องกันโรคและปกป้องผิวได้ดีทีเดียว
🌸6. ป้องกันโรคร้าย มีส่วนช่วยป้องกันโรคหัวใจและป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด นอกจากนี้ยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย
🌸7. ช่วยดูดซับสารพิษในร่างกาย สามารถช่วยดูดซับสารพิษในร่างกายได้ จึงทำให้ผิวพรรณของเราดูสดใสขึ้นและยังสุขภาพดีอีกด้วย
🌸8. ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น เนื่องจากมีกากใยสูงจึงสามารถช่วยในการขับถ่ายให้มีประสิทธิภาพขึ้น แถมยังช่วยในการปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้อีกด้วย
🌸9. บำรุงกระดูกและฟัน มีสรรพคุณในการบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ซึ่งเหมาะกับสาววัยทองที่สุด
🌸10. ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง คนที่ทานแก้วมังกรบ่อยๆ จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่ำกว่าคนที่ไม่กินแก้วมังกร
ขอขอบคุณข้อมูลจาก women.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เตือน... คุณแม่ผ่าคลอด อาจทำให้ลูกไม่ได้รับภูมิต้านทานที่เพียงพอ!


เตือน... คุณแม่ผ่าคลอด  อาจทำให้ลูกไม่ได้รับภูมิต้านทานที่เพียงพอ!

Picture
 
จากการรวบรวมผลการศึกษาวิจัย ยืนยันตรงกันว่า เด็กที่คลอดโดยวิธีผ่าคลอดอาจมีโอกาสเจ็บป่วยมากขึ้นถึง 20%*

         และเสี่ยงต่อระบบภูมิต้านทานที่พัฒนาล่าช้าตั้งแต่เกิด เมื่อเทียบกับการที่เด็กคลอดด้วยวิธีธรรมชาติผ่านทางช่องคลอด
ทำไม? เด็กผ่าคลอดอาจมีโอกาสป่วยง่ายกว่าเด็กคลอดตามธรรมชาติ
เพราะเด็กที่ผ่าคลอดจะคลอดออกมาทางแผลผ่าตัดหน้าท้อง ทำให้หมดโอกาสที่จะได้รับจุลินทรีย์สุขภาพโพรไบโอติก เหมือนๆ กับเด็กที่คลอดตามธรรมชาติซึ่งจะได้รับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์นี้ผ่านทางช่องคลอดและลำไส้ใหญ่ส่วนล่างของแม่ โดยจะพัฒนาต่อไปเป็นระบบภูมิคุ้มกันต้านทานตั้งต้นที่สำคัญในวัยแรกเกิดของลูกน้อย

เมื่อลูกน้อยมีพัฒนาการภูมิต้านทานล่าช้า ความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยก็เป็นไปได้ง่ายขึ้น อาการที่มักเห็นในเด็กเล็กเพิ่มมากขึ้นๆ ในปัจจุบัน เช่น เป็นผื่นคัน อาการน้ำมูกไหลง่าย หรือเป็นโรคภูมิแพ้ตามมา การใส่ใจเสริมสร้างคืนภูมิต้านทานให้ลูกน้อยหลังการผ่าคลอดจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจ

คุณแม่ผ่าคลอด เลือกคืนภูมิต้านทานตั้งต้นให้ลูกน้อยได้      

นมแม่  นับว่าที่ความสำคัญอย่างมากสำหรับลูก โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกที่ลูกจะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคที่จะเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการด้านอื่นๆ หรือในรายที่คุณแม่ไม่สามารถให้นมแม่ได้หรือมีไม่เพียงพอ ควรเลือกนมสูตรเสริมจุลินทรีย์สุขภาพ หรือ โพรไบโอติก และอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพ พรีไบโอติก ชนิดดังกล่าว  ทำงานร่วมกันแบบ ซินไบโอติก ที่มีผลวิจัยยืนยันแล้วว่าสามารถสร้างเสริมภูมิต้านทานตั้งต้นที่แข็งแกร่งให้ลูกน้อยได้

  รู้แบบนี้แล้วคุณแม่ผ่าคลอดคงจะสบายใจขึ้น อย่างไรก็ดี คุณแม่ยังสามารถขอรับคำปรึกษาเพิ่มเติมจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อคืนภูมิต้านทานตั้งต้นได้อย่างเหมาะสมให้กับลูกน้อยของคุณแม่ได้
ขอขอบคุณที่มาจาก http://momandmychild.weebly.com/blog/10

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

นอนดึกก็สุขภาพดีได้นะ


20140310214540_sleep-660
    วันนี้พามาเอาใจคนนอนดึกซะหน่อย มีวิธีการดูแลสุขภาพทั้งที่เราไม่มีเวลานอน หรือ คนที่ชอบนอนดึกมาฝากกันคะ
   เพราะปัจจุบันนี้ปัญหาหลากหลายมากที่มีอิทธิพลต่อการนอนของเรา มันจะมักมากระทบเกระเทือนจิตใจเสมอเวลานาน เราจะไม่เอ่ยว่าเรื่องอไรบ้าง เพราะมันคงเยอะมากมายเหลือเกิน จนบางทีเราก็เหนื่อย ก็ล้า ก็ท้อ แล้วพาลให้เราอดหลับอดนอนไปด้วย ดังนั้น เราจะไม่ปล่อยให้ตัวเองโทรมลงไปกับปัญหาเหล่านั้นอีกต่อไป เราจะต้องดูแลตัวเองมากๆ พอร่างกายเราแข็งแรงดี สพาพจิตใจเรา รวมถึงเราจะมีเรี่ยวแรงในการคิดหาทางแก้ไขปัญหาได้มากขึ้นคะ ป.ล แอดมินเอาใจช่วยนะคะทุกคน 
1. ง่วงก็นอนเลย

          ทันทีที่ร่างกายรู้สึกง่วง แต่อยากจะเล่นเฟซต่อ ขอร้องว่าอย่าฝืน แนะนำว่าให้นอนเลย ที่สำคัญควรจะนอนให้ได้อย่างน้อย 4 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวัน เพราะเป็นจำนวนเวลาที่ร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างพอเหมาะ

2. ออกกำลังกายเล็ก ๆ เมื่อตื่น
         
          บางคนตื่นปุ๊บหยิบมือถือมาเช็กเฟซบุ๊กก่อนเลย ใจเย็น ๆ ออกกำลังกายเบา ๆ กันก่อนไหม เหมือนวอร์มอัพร่างกายให้ตื่นตัว แต่อย่าถึงขั้นวิ่ง 100 เมตร หรือฟิตเนสจริงจัง แค่ลุกนั่งหรือวิดพื้นนิดหน่อยเป็นพอ แล้ววันนั้นทั้งวันคุณจะสดชื่นกว่าที่เคย

3. กินอาหารที่มีประโยชน์

          ยิ่งนอนดึกยิ่งทำให้สมองล้า เรายิ่งต้องกินอาหารที่บำรุงสมอง อย่างอาหารที่มีโคลีน (Choline) ช่วยป้องกันความจำเสื่อม พบได้ง่ายในถั่วเหลือง ไข่แดง และเนื้อสีขาว เช่น เต้าหู้ เนื้อปลา อกไก่ และไข่ขาว ซึ่งช่วยสร้าง "เคมีสมอง" ที่จำเป็นสำหรับคนที่นอนดึก ส่วนไข่แดงมีไบโอติน (Biotin) ที่ช่วยบำรุงสมอง และกาบ้า (GABA) ที่ช่วยให้สมองทำงานได้ดี มีอยู่ในข้าวกล้องงอกและธัญพืช รวมถึงวิตามินบีที่ช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองให้ตื่นตัว ที่สำคัญคือดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ เพราะการนอนดึกทำให้สมองขาดน้ำ ซึ่งสมองเป็นส่วนที่้ต้องการน้ำไปหล่อเลี้ยงมากที่สุด

4. งดกาแฟ

          สมมติว่างานไม่เสร็จ อย่าแก้ปัญหาด้วยการดื่มกาแฟ แต่ให้ดื่มดาร์กช็อกโกแลตหรือโกโก้แทน เพราะในโกโก้มี "ฟลาโวนอยด์" (Flavoniod) สารช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองด้ดี และไม่มีคาเฟอีน

5. กินวิตามินแก้เครียด

          ยามเราอดนอนระดับฮอร์โมนจากต่อมไพเนียล (Pineal Gland) จะทำงานไม่ปกติ ทำให้เกิดความเครียดแบบลึก ๆ ต่อให้เป็นคนตลกแค่ไหน แต่ร่างกายมันก็เครียด จึงควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินบีและวิตามินซี ถ้าตื่นเช้ามากินข้าวกล้อง กินผัก ผลไม้ ดื่มน้ำผลไม้คั้นสด ๆ ได้ทุกวันยิ่งดี

          ทั้ง 5 วิธีนี้คือการดูแลตัวเองง่าย ๆ ถ้าจำเป็นต้องนอนดึกจริง ๆ ทางที่ดีคือเราควรนอนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ปลอดโรคภัย และลดความเสื่อมของร่างกายจะได้แข็งแรงไปนาน
ขอขอบคุณภาพจาก saiging

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วิธีการดูแลอารมณ์คุณแม่หลังคลอดน้องที่ควรรู้


 เมื่อคุณแม่ได้คลอดลูกน้อยออกมาลืมตาดูโลกแล้ว….  

kidlanguage
                🍃 🍃 🍃 🍃 🍃 🍃 🍃 🍃 🍃 🍃 🍃 🍃    
 คุณแม่ อาจจะมีปัญหาด้าน สุขภาพ และ ภาวะด้านจิตใจ อารมณ์ อย่างมาก

โดยเฉพาะ อารมณ์ที่เปลี่ยนไป  อาจเป็นได้หลายสาเหตุ เช่น อากาศ ฮอร์โมน และ อาหารการกิน  

รวมไปถึง จาก สภาพแวดล้อมภายใน และ นอกครอบครัว ด้วยค่ะ

ดังนั้นเรามี  คำภาม-คำตอบ  ดีๆจาก หลายๆข้อสงสัยมาฝากกันค่ะ จะเป็นอย่างไรบ้างไปอ่านเลยจ้า


👇👇👇👇👇👇👇

1. ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงหลังคลอดส่งผลต่อร่างกายอย่างไรหรือทำให้เกิดอาการผิดปกติอะไรได้บ้าง

ตอบ  ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยเฉพาะจะมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสูงขึ้นและมีอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้ผู้หญิงมีความสุข อารมณ์ดี และมีความรักแต่เป็นความรักแบบแม่ ไม่ใช่ความรักแบบชายหญิง โดยเมื่อมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนนี้อยู่ตลอดเวลาจึงทำให้ผู้หญิงไม่สนใจเรื่องความรักระหว่างสามีภรรยามากนัก จะสังเกตได้จากระหว่างที่ตั้งครรภ์ ผู้หญิงจะมีอารมณ์เพศลดลง นอกจากนี้ เมื่อคลอดลูกแล้วสมองจะมีการสร้างฮอร์โมนโปรแลกตินออกมาจากต่อมใต้สมองเพื่อกระตุ้นเต้านมให้ขยายและมีน้ำนมสำหรับเลี้ยงลูก ซึ่งฮอร์โมนโปรแลกตินนี้ก็เป็นฮอร์โมนของความเป็นแม่ จะทำให้ผู้หญิงมีความรักลูก รักที่จะดูแลลูก และมีความสุขกับการดูแลลูก แต่กลับทำให้ผู้หญิงมีอารมณ์ทางเพศลดลงหรือหมดอารมณ์ทางเพศ ในขณะเดียวกันเมื่อคุณแม่ให้นมลูก ก็จะไม่มีการตกไข่ ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนก็น้อยลง ส่งผลให้ช่องคลอดแห้ง ผนังช่องคลอดบางลง การผลิตน้ำหล่อลื่นน้อยลง การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้จึงอาจทำให้ผู้หญิงเจ็บมากกว่าปกติ ทำให้ผู้หญิงจึงมักไม่มีความสุขที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้
     ทั้งนี้ ปัญหาฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงของคุณแม่หลังคลอดนี้ สามีและภรรยาควรมีการพูดคุยกันให้เกิดความเข้าใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสัมพันธภาพ         ตามมา หากสามีมีความต้องการทางเพศแต่คุณแม่หลังคลอดมีปัญหาไม่มีความสุขกับการมีเพศสัมพันธ์ อาจต้องปรึกษาแพทย์ โดยแพทย์อาจพิจารณาให้
    เจลหล่อลื่นเฉพาะที่ หรือให้คำแนะนำเพื่อให้สามีภรรยาสามารถมีเพศสัมพันธ์กันได้โดยไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บในฝ่ายหญิง
 
2. ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงหลังคลอดนี้อันตรายหรือไม่ มีผลกับการให้นมลูกหรือมีผลอะไรต่อลูกหรือไม่

ตอบ ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงหลังคลอดนี้ไม่มีอันตราย จัดเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ โดยเมื่อคลอดลูกแล้ว ฮอร์โมนโปรแลกตินจะสูงขึ้นเพื่อให้คุณแม่มีน้ำนมสำหรับเลี้ยงลูก ซึ่งจะทำให้เลี้ยงลูกได้ดี โดยปกติแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่จนถึง 6 เดือน

 3. ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงหลังคลอดจะกลับมาเป็นปกติ

ตอบ ระยะเวลาขึ้นกับว่าฮอร์โมนตัวใดที่เปลี่ยนแปลง เช่น ในระหว่างตั้งครรภ์ จะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนกับโปรเจสเตอโรนสูงมาก แต่พอหลังคลอดฮอร์โมนสองตัวนี้จะต่ำลงไปเลย เนื่องจากไม่มีไข่ตก ซึ่งโดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์หลังคลอด ฮอร์โมนจึงกลับสู่สภาพปกติ

 4. คำว่า “baby blue” ที่ได้ยินบ่อยๆ คืออะไร มีสาเหตุจากอะไร อันตรายหรือไม่

ตอบ Baby blue คือภาวะซึมเศร้าหลังคลอดบุตร ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยในระหว่างที่ตั้งครรภ์ จะมีฮอร์โมนเพศหญิงที่เรียกว่าเอสโตรเจนกับโปรเจสเตอโรนสูงมาก แต่พอคลอดลูก ฮอร์โมนสองตัวนี้จะต่ำลงไปทันที ในผู้หญิงบางคนที่มีความไวต่อความรู้สึกหรือมีประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาไม่ค่อยดีนักจึงเกิดอาการได้ง่าย โดยจะมีอาการทางจิตประสาทหลอนๆ ซึมเศร้า มองโลกในแง่ร้าย หรือในบางรายอาจเป็นหนักถึงขั้นทำร้ายตัวเองหรืออยากฆ่าตัวตาย ซึ่งอาการเหล่านี้คนรอบข้างจะสังเกตได้จากอาการซึม ไม่ร่าเริง สีหน้าเศร้าๆ เหงาๆ ทั้งนี้ อันตรายที่เกิดจากภาวะ baby blue ขึ้นอยู่กับว่าในระหว่างเวลาที่เกิดอาการซึมเศร้า คุณแม่ท่านนั้นมีการตอบสนองอย่างไร หากทำร้ายตัวเองหรือทำอะไรอย่างอื่นที่ไม่ดีก็จะทำให้เกิดอันตรายได้

 5.  อาการ baby blue จะเป็นอยู่นานแค่ไหน จะรับมือหรือแก้ไขอาการนี้ได้อย่างไร

ตอบ ระยะเวลาของอาการ baby blue ขึ้นกับคุณแม่แต่ละราย บางคนอาจเป็นแค่สัปดาห์เดียว แต่บางคนอาจเป็นถึงหนึ่งเดือน แต่โดยส่วนใหญ่ที่พบมักเป็นไม่เกิน 6 สัปดาห์ โดยอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาหลังคลอด และหากมีการตกไข่เมื่อไร ก็จะเข้าสู่วงจรปกติ อาการก็จะหายขาด ทั้งนี้ ในช่วงที่คุณแม่หลังคลอดมีอาการbaby blue คนรอบข้างจะต้องคอยดูแลเอาอกเอาใจอย่างใกล้ชิด หาอาหารดีๆ ให้รับประทาน คอยปลุกเร้าอารมณ์ให้คุณแม่สดใส กระฉับกระเฉง พูดแต่ในทางบวก ซึ่งจะช่วยให้อาการต่างๆ ดีขึ้นได้เองโดยไม่ต้องทำการรักษา
 
 6. ถ้ามีอาการ baby blue ต้องทำการรักษาหรือไม่ จะส่งผลต่อลูกอย่างไร

ตอบ โดยทั่วไปอาการ baby blue ไม่มีผลต่อลูก เพียงแต่ถ้าคุณแม่มีอาการซึมเศร้าก็อาจจะทำให้เลี้ยงลูกได้ไม่ดีเท่าที่ควร อาการ baby blue ส่วนใหญ่ไม่ต้องทำการรักษา อาศัยเพียงแต่กำลังใจและการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดจากคนรอบข้าง ซึ่งจะช่วยให้อาการดีขึ้น แต่ในกรณีที่เป็นมากๆ อาจต้องพบจิตแพทย์เพื่อให้การดูแลเป็นการเฉพาะ โดยอาจต้องใช้ยาต้านซึมเศร้าหรือยานอนหลับ เพื่อให้กลับมาเป็นปกติได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
 
 7. ผมร่วงมากหลังคลอดเกิดจากอะไร ผิดปกติหรือไม่

ตอบ อาการผมร่วงหลังคลอดไม่ใช่อาการผิดปกติ แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งโดยทั่วไปมักเป็นนานที่สุดไม่เกิน 120 วัน เมื่อฮอร์โมนกลับสู่ระดับปกติ ก็จะมีผมขึ้นใหม่ดีเหมือนเดิม

 8. จะดูแลรักษาอาการผมร่วงหลังคลอดได้อย่างไรบ้าง
 
ตอบ แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กให้เพียงพอ เช่น ไข่แดง (สัปดาห์ละ 3 ฟอง) ผักที่มีสีเขียวเข้ม (เช่น ผักคะน้า ผักโขม) รวมถึงอาหารทะเลที่มีสังกะสีสูง เช่น หอยต่างๆ ก็จะช่วยเสริมสร้างเส้นผมได้ นอกจากนี้ ควรสระผมด้วยแชมพูอ่อนๆ ร่วมกับการนวดศีรษะเป็นระยะๆ ในขณะที่สระผม เพื่อให้มีเลือดมาเลี้ยงที่ศีรษะมากขึ้น ในรายที่ไม่มีปัญหาสุขภาพ อาจมีการนอนศีรษะต่ำสักวันละ 10-15 นาที เพื่อให้เลือดลงมาเลี้ยงที่หนังศีรษะมากขึ้น
 
 9. มีผื่นแพ้หลังคลอด เกิดจากอะไร จะแก้ไขได้อย่างไร

ตอบ โดยปกติระยะหลังคลอดจะเกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมน จึงอาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน และเนื่องจากผิวหนังเป็นอวัยวะที่อยู่ภายนอก เมื่อสัมผัสโดนสิ่งต่างๆ จึงเกิดการระคายเคืองได้ง่าย นอกจากนี้ ด้วยระดับของฮอร์โมนที่น้อยลงซึ่งส่งผลให้ผิวหนังแห้ง ก็มีผลให้เกิดการระคายเคืองได้ง่ายขึ้นเช่นกัน
   วิธีการแก้ไขก็คือ  หลีกเลี่ยงการอาบน้ำที่ร้อนจัด เพราะน้ำร้อนจะไปชะล้างไขมัน ทำให้ผิวหนังแห้ง เกิดการระคายเคืองได้ง่าย นอกจากนี้ ควรทามอยส์เจอไรเซอร์เป็นประจำเพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้น ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 2 ลิตร หากเป็นไปได้อาจดื่มน้ำผลไม้ร่วมด้วย ซึ่งจะช่วยให้มีสารต้านอนุมูลอิสระและทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นได้

 11. หลังคลอดแล้วยังไม่มีประจำเดือนเป็นเรื่องปกติหรือไม่ ควรต้องแก้ไขอย่างไร

ตอบ โดยปกติแล้วหลังคลอด ถ้าไม่ให้นมบุตร ประจำเดือนมักจะมาภายในประมาณ 6 สัปดาห์ แต่ถ้าให้นมบุตรอยู่ ร่างกายจะมีกระบวนการยับยั้งไม่ให้มีการตกไข่ ซึ่งถือเป็นการป้องกันการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ ซึ่งไม่ต้องแก้ไขหรือกังวลใดๆ คุณแม่หลังคลอดควรรับประทานอาหารให้ถูกส่วน นอนหลับให้พอเพียง ออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งจะช่วยให้ทุกอย่างเกิดการสมดุล การทำงานของรังไข่ก็จะกลับมาเป็นปกติ
 
 11. ผิวพรรณที่เปลี่ยนไป เช่น หน้าท้องมีสีดำคล้ำ เป็นผลจากฮอร์โมนหรือไม่ จะหายหรือไม่ ต้องรักษาอย่างไร

ตอบ ผิวพรรณที่เปลี่ยนแปลงหลังคลอดเป็นผลมาจากฮอร์โมน คือในระหว่างที่ตั้งครรภ์จะมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนออกมามากขึ้น ทำให้เม็ดสีที่เรียกว่าเมลานินทำงานได้ดี ผิวจะคล้ำขึ้น โดยเฉพาะเส้นที่อยู่กลางตัวจะดำและคล้ำมากขึ้น เมื่อฮอร์โมนกลับสู่ปกติ รอยดำคล้ำนี้จะหายจางไปได้เองโดยไม่ต้องทำการรักษาใดๆ ทั้งสิ้น

 12. รูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากคลอดแล้วเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนหรือไม่

ตอบ เมื่อผู้หญิงตั้งครรภ์รูปร่างก็จะเปลี่ยนไป โดยฮอร์โมนเอสโตรเจนจะทำให้มีไขมันมาพอกตามร่างกายมากขึ้น โดยเฉพาะที่แก้ม หน้าอก เต้านม หน้าท้อง สะโพก และต้นขา ทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์มีรูปร่างอ้วน ต้นขาใหญ่ หน้าอกขยาย ขณะเดียวกันฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่ออกมาในระหว่างตั้งครรภ์จะทำให้เกิดอาการบวมน้ำ เมื่อร่วมกับผลจากฮอร์โมนเอสโตรเจน เลยยิ่งทำให้มีรูปร่างใหญ่ขึ้น เพราะฉะนั้น หลักการที่จะช่วยให้มีรูปร่างกลับมาสู่สภาพเดิมให้เร็วที่สุดคือ รับประทานอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลน้อยลง ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายมีการกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเพื่อช่วยเสริมสร้างการผลิตกล้ามเนื้อมากขึ้น รับประทานอาหารที่มีโปรตีนมากขึ้นเพื่อเสริมสร้างการผลิตกล้ามเนื้อ ที่สำคัญคือออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อนำไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย แต่ทั้งนี้ไม่แนะนำให้รับประทานยาใดๆ เพราะอาจมีผลต่อน้ำนมได้

 13. ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในระยะยาวเมื่ออายุมากขึ้นหรือไม่ เช่น รูปร่างเปลี่ยนไป ผิวพรรณหย่อนคล้อย เป็นต้น

ตอบ จะสังเกตได้ว่าในผู้หญิงที่มีความเข้าใจอย่างดีตั้งแต่ในระหว่างที่ตั้งครรภ์และหลังคลอด และพยายามดูแลตัวเองให้กลับมาเหมือนเดิมตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ แม้ว่าจะตั้งครรภ์กี่ครั้ง รูปร่างก็จะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ดังนั้น คุณแม่หลังคลอดทุกคนก็สามารถดูแลตัวเองให้มีสุขภาพที่ดีเหมือนเดิมได้ ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบถ้วนทุกหมวดหมู่ รับประทานมื้อละน้อยๆ โดยลดแป้งและน้ำตาลให้น้อยๆ ในมื้อเย็น ร่วมกับออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันโดยเฉพาะตอนเย็น ซึ่งจะช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง เนื่องจากการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนต้านความชราได้
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://momandmychild.weebly.com/blog/3