แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารเพื่อสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารเพื่อสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เฮลตี้ไปกับ “อัลฟาฟ่า” บิดาของอาหารทั้งปวง


afa

   อัลฟาฟ่า Alfalfa ได้ชื่อว่า เป็นบิดาของอาหารทั้งปวง เพราะมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากมาย ในอดีตได้มีการนำอัลฟาฟ่ามาเป็นยารักษาโรคในพื้นที่บางแห่ง มาดูกันว่ามีโรคไหนที่หญ้ามหัศจรรย์นี้สามารถช่วยเสริมในการรักษาได้บ้าง

🌾1.อัลฟัลฟ่า กับโรคมะเร็ง
โรคมะเร็ง โรคร้ายอันดับหนึ่งที่ใครได้เผชิญแล้ว เรียกได้ว่า เป็นฝันร้ายในชีวิตของเราเลยทีเดียว ได้มีการศึกษา และพบว่าในหน่อของอัลฟัลฟา , ถั่วเหลือง และต้น clover พบว่าเป็นแหล่งอาหารทางธรรมชาติที่สำคัญของสาร phytoestrogens ที่มีบทบาทที่สำคัญในการป้องกันโรค มะเร็งได้ โดยสารที่จัดว่าเป็นสารประเภท phytoestrogens จะรวมถึง isoflavones, coumestans, และ lignans ด้วย ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีข้อแนะนำสำหรับปริมาณที่ควรรับประทานสาร phytoestrogens อย่างชัดเจน แต่การเพิ่มการบริโภคอาหารประเภทดังกล่าวจะก่อประโยชน์ และป้องกันการเกิดโรคมะเร็งในร่างกายเราได้เป็นอย่างดี
🌾2.อัลฟัลฟ่ากับภาวะคลอเลสเตอรอลสูง
เป็นโรคยอดฮิต ของคนในยุคนี้เลยก็ว่าได้ และจากการศึกษาในห้องทดลองพบว่า สาร saponin และส่วนประกอบอื่นใน อัลฟัลฟ่ามีความสามารถในการยึดติดในคลอเลสเตอรอล กับเกลือน้ำดีซึ่งจะเป็นผลช่วยป้องกันหรือชะลอการดูดซึม คลอเลสเตอรอลจากอาหาร ดังนั้นจึงช่วยให้ระดับคลอเลสเตอรอลในเลือดต่ำ ป้องกันการเกิดภาวะการสะสมไขมันในหลอดเลือดได้ ใครที่มีภาวะคลอเลสเตอรอลสูง อัลฟัลฟา เป็นอีกตัวเลือกที่ดีเลยทีเดียว
🌾3.อัลฟัลฟ่ากับการใช้เพื่อสุขภาพสตรีวัยใกล้หมดประจำเดือน
มีคำแนะนำสำหรับสตรีวัยใกล้หมดประจำเดือนว่า ควรรับประทานอัลฟัลฟาเป็นประจำ เพราะในสตรีวัยใกล้หมดประจำเดือน เอสโตรเจนจะลดต่ำลงส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย และภาวะกระดูกเสื่อม ซึ่งในอัลฟาฟ่านั้นมีสารชนิดหนึ่งชื่อ isoflavone ได้ถูกจัดเป็นเอสโตรเจนธรรมชาติ (phytooestrogen) ไฟโต-เอสโตรเจนใน อัลฟัลฟาจะเข้าไปชดเชยเอสโตรเจนที่ต่ำลงนี้ รวมทั้ง วิตามินดี แร่ธาตุ แคลเซียมและฟอสฟอรัส ในอัลฟัลฟา ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ทำให้กระดูก-ฟันแข็งแรง จึงลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะกระดูกเสื่อม นอกจากนี้วิตามินและแร่ธาตุใน อัลฟัลฟาจะช่วยให้ร่างกายปรับสภาพได้อย่างเหมาะสม ลดอาการผิดปรกติต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงนี้สตรีวัยใกล้หมดประจำเดือน เช่น อาการร้อนวูบวาบตามตัว หรืออาการหงุดหงิดง่ายลง
🌾4.อัลฟัลฟ่ากับโรคกระเพาะอาหาร
กระเพาะอาหารของเราก็สำคัญนะคะ มีแพทย์จำนวนมากที่ใช้ อัลฟัลฟ่ารักษาโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร เช่น มีแก๊สมากในกระเพาะอาหารเกิดอาการจุกเสียดเป็นประจำ โรคแผลในกระเพาะอาหาร และโรคเบื่ออาหาร โดยพบว่าอัลฟัลฟ่ามีวิตามินยู ซึ่ง ดร. กาเนนท์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวว่า วิตามินยูมีศักยภาพสูงในการรักษาโรคกระเพาะ ทำให้การสมานแผลในกระเพาะดีขึ้น และทำให้การหลั่งของน้ำย่อยเป็นปกติอีกด้วย
🌾5.อัลฟัลฟ่ายังมีเอ็นไซม์ Bataine ซึ่งเป็นเอ็นไซม์สำหรับย่อยและเอ็นไซม์อื่น ๆ อีก 7 ชนิดที่ส่งเสริมปฏิกิริยาเคมีที่สามารถทำให้การดูดซึมสารอาหารภายในร่างกายเป็นไปอย่างดี รวมทั้งการมีเบต้าแคโรทีนในปริมาณสูงของอัลฟัลฟ่าจะทำให้ผิวที่เคลือบกระเพาะอาหารมีความแข็งแรง ซึ่งพบว่าอัลฟัลฟ่าสามารถช่วยโรคกระเพาะอาหาร โรคปวดท้องเพราะมีแก๊สมาก และรักษาแผลในกระเพาะลำไส้ ได้เป็นอย่างดี โดยที่การรักษาโรคด้วยหญ้า อัลฟัลฟ่านี้อาจจะเป็นในลักษณะเดียวกันกับวิธีทางธรรมชาติของแมวหรือสุนัข ที่มักจะกินหญ้าเพื่อบรรเทาโรคกระเพาะของมันได้
🌾6.ปวดข้อ ข้อแข็ง รูมาตอยด์ แก้ไขได้ด้วยอัลฟัลฟา
โรคสารพัดปวด ก็เป็นอีกโรคที่ใครได้เป็นแล้วก็ต้องทนทรมานและเจ็บปวดไม่น้อย พบว่า สารอาหารในอัลฟัลฟาจะช่วยปรับสมดุลกรดด่างในร่างกาย ป้องกันการสะสมของกรดยูริคและกรดอื่น ๆ ตามข้อต่อต่าง ๆ ความมหัศจรรย์ของ อัลฟัลฟาเห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น เมื่อให้คนไข้รูมาตอยด์ ใช้อัลฟัลฟา ในการรักษาความปวดตามข้อ ก็ได้รับรายงานจากคนไข้ว่า สามารถงอมือได้สะดวกยิ่งขึ้นและความเจ็บปวดก็หายไป
🌾7.อัลฟัลฟาช่วยทำความสะอาดผิวจากภายในหรือดีท๊อกซ์ผิว
ครอโรฟิลล์ปริมาณสูง วิตามิน และแร่ธาตุที่มีอยู่ในอัลฟัลฟา ทำหน้าที่ขจัดของเสีย สารพิษออกจากเลือดและอวัยวะภายใน ลดการตกค้างของเสียตามผิวหนัง ทำให้เลือดสะอาดและไหลเวียนได้ดีขึ้นเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ชอบรับประทานเนื้อสัตว์ เมื่อเลือดไหลเวียนดีขึ้นทำให้ผิวพรรณผ่องใสมีสุขภาพที่ดีตามมา นอกจากนี้ในอัลฟัลฟายังมีสารไฟโต-เอสโตรเจน ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งพบว่าในคนที่มีสิวง่าย เมื่อรับประทานอัลฟัลฟาปริมาณการเกิดสิวจะลดลงและผิวจะดูสะอาดขึ้น
นอกจากนี้อัลฟัลฟายังดีสำหรับมารดาที่กำลังให้นมบุตร ช่วยเพิ่มการหลั่งของน้ำนม อัลฟัลฟายังมีคุณสมบัติในการช่วยขับถ่าย ปัสสาวะให้เป็นปกติได้อีกด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก อัลฟาฟ่า เจ้าของฉายา “หญ้ามหัศจรรย์”

วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เฮลตี้ง่ายๆไปกับเคล็ดลับความเพรียวสวยได้เลยคะ






          "เป็นความจริงที่ว่า เมื่อน้ำหนักตัวลดลงจนถึงระดับที่พอใจแล้ว คุณอาจถูกยั่วยวนได้ง่ายจากอาหารต่าง ๆ ที่เคยงดในช่วงไดเอต และอาจหันกลับไปสู่พฤติกรรมการกินแบบเดิมได้" Naomi Fukagawa แพทย์ชาวญี่ปุ่น และเป็นโฆษกหญิงประจำ American Society for Nutrition ได้กล่าวไว้ พร้อมแนะนำเคล็ดลับการรักษาน้ำหนักตัว (หลังไดเอต) ให้คงอยู่ยาวนาน แค่ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตเพียงเล็กน้อย แต่กลับได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า
5 เคล็ดลับรักษาหุ่นเพรียว

1. ชั่งน้ำหนักอยู่เป็นประจำ 

          "การขึ้นตาชั่งอย่างน้อยวันละครั้งถือเป็นการบังคับให้คุณรักษาวินัยการกินเพื่อสุขภาพได้ทางอ้อม และช่วยให้ระวังการกินก่อนที่น้ำหนักจะเพิ่มขึ้น" Dr. Meghan Butryn ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทางด้านจิตวิทยาของมหาวิทยาลัย Drexel สหรัฐอเมริกา เผยว่าเธอและทีมวิจัยได้ศึกษาถึงพฤติกรรมการกินของคนที่สามารถลดน้ำหนักได้ถึง 30 ปอนด์หรือมากกว่านั้น และยังคงน้ำหนัก (ที่ลดได้) อยู่นานหลายปี ผลการวิจัยพบว่าคนกลุ่มนี้จะชั่งน้ำหนักอย่างเคร่งครัด โดยอาจมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยประมาณ 4 ปอนด์ต่อปี ส่วนผู้ที่ไม่ได้ชั่งน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอมีโอกาสที่น้ำหนักจะกลับมาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
5 เคล็ดลับรักษาหุ่นเพรียว

2. เพิ่มโปรตีนให้มากขึ้น 

          ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Clinlcal Nutrition ระบุว่าผู้หญิงที่บริโภคโปรตีนสูง (110 กรัมต่อวันหรือ 26 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนแคลอรี) ในช่วงควบคุมน้ำหนัก จะรักษาน้ำหนักที่เสียไปราว 14 ปอนด์ได้เป็นเวลาหลายปี ส่วนผู้ที่ไม่เคร่งครัดกับการกินเพื่อสุขภาพ และบริโภคโปรตีนต่ำกว่า 72 กรัมต่อวัน หรือน้อยกว่า 19 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณโปรตีนที่ได้รับ จะรักษาน้ำหนักตัวที่หายไปได้เพียง 7 ½ ปอนด์ 

          คุณหมอ Peter Clifton ผู้เขียนผลการวิจัยชิ้นนี้บอกว่า "ยิ่งคุณบริโภคโปรตีนมากขึ้นจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ที่ทำให้รู้สึกอิ่มและไม่อยากอาหาร" ทั้งยังแนะนำให้ผู้ที่ควบคุมน้ำหนักหันมากินโยเกิร์ตสไตล์กรีกซึ่งให้โปรตีนสูง รวมทั้งมินิชีส และโรลไก่งวง แทนพวกคาร์โบไฮเดรตหรืออาหารที่อุดมด้วยไขมัน
5 เคล็ดลับรักษาหุ่นเพรียว

3. เน้นผักและผลไม้ 5 ชนิด 
          หันมากินผักและผลเป็นหลัก อย่างน้อยแต่ละมื้อควรมีผักใบเขียวอยู่ด้วย (คละผักสีส้ม, แดง และฟ้า) การบริโภคผักและผลไม้จะช่วยปกป้องเชื้อโรคได้หลายชนิด แถมยังช่วยรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ได้ดีอีกด้วย ผลการศึกษาจากศูนย์ควบคุมและป้องกันเชื้อโรค (Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC) พบว่า ผู้หญิงที่บริโภคผักและผลไม้อยู่เสมอ (อย่างน้อยคือ 5 ชนิดต่อวันไม่รวมมันฝรั่ง) มีแนวโน้มที่จะป้องกันน้ำหนักหวนกลับมาได้สูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะในผักและผลไม้อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารและน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก จึงทำให้คุณอิ่มท้องและไม่มีพื้นที่ว่างในท้องมากพอสำหรับสิ่งอื่น
5 เคล็ดลับรักษาหุ่นเพรียว

4. เสพติดการออกกำลังกาย 

          ผลการศึกษาจาก CDC แนะนำให้ฝึกนิสัยกินผักและผลไม้ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยให้ทำกิจกรรมที่ได้เหงื่อประมาณ 30 นาที และในหนึ่งสัปดาห์พยายามหาวันออกกำลังกายให้ได้มากที่สุด ยิ่งหากทำได้มากกว่า 2 วันต่อสัปดาห์ จะมีแนวโน้มรักษาน้ำหนักตัวได้คงที่มากกว่าผู้ที่ออกกำลังกายน้อย 

          "การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อเอาไว้ ทำให้ร่างกายเผาผลาญได้ดีขึ้น" Dr. Scoft Going ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์โภชนาการ มหาวิทยาลัย Arizona แนะนำ นอกจกนี้การออกกำลังกายอยู่เสมอยังทำให้คุณมีพื้นที่ว่างสำหรับการบริโภคแคลอรีเพิ่มในโอกาสพิเศษ แต่กลับไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
5 เคล็ดลับรักษาหุ่นเพรียว

5. กินนอกบ้านให้น้อยลง 
          ด้วยสัดส่วนของอาหารนอกบ้านที่มักเสิร์ฟจานใหญ่และบางจานมีพลังงานเกินกว่า 1,000 แคลอรี Judy Kruger แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้นระบาดวิทยาแห่ง CDC จึงแนะนำให้สาว ๆ หันมาทำอาหารกินเอง ซึ่งเป็นวิธีรักษาน้ำหนักได้ดีที่สุด เพราะคุณจะมั่นใจได้ว่าอาหารจานนั้นมีไขมันและแคลอรีต่ำจริง โดยเธอเปรียบเทียบระหว่างคนกินฟาสต์ฟู้ดอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์กับคนที่ไม่กินเลย พบว่าคนที่ไม่กินฟาสต์ฟู้ดมีความเป็นไปได้สูงที่จะรักษาน้ำหนักเดิมไว้ได้ถึง 62 เปอร์เซ็นต์ 

          แต่หากมื้อไหนที่ออกไปกินนอกบ้าน Kruger บอกให้ลองแบ่งสัดส่วนอาหารคนละครึ่งกับเพื่อน หรือสั่งเมนูเรียกน้ำย่อยเป็นจานหลัก สำหรับคนที่ใช้กลยุทธ์ดังกล่าวกว่า 28 เปอร์เซ็นต์ มีแนวโน้มที่จะรักษารูปร่างและน้ำหนักได้ดีกว่าคนที่ปล่อยตัว

          แค่ทำตามหลักการง่าย ๆ นี้ได้ครบทั้ง 5 ข้อ รับรองว่าคุณจะไม่มีวันอ้วนเลยค่ะ ลองเอาไปปรับทำดูวันละนิดวันละหน่อยจนครบทั้ง 5 ข้อนะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Lisa     

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เฮลตี้ไปกับผลไม้ลดน้ำหนักอย่าง "แก้วมังกร"


“แก้วมังกร” ผลไม้ชื่อแปลกชนิดนี้มีหลายสายพันธุ์และรสชาติแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นรสหวานอมเปรี้ยว หรือหวานอ่อนๆ มีวิธีรับประทานที่ง่ายเพียงแค่นำผลมาผ่าครึ่งก็สามารถใช้ช้อนตักเนื้อรับประทานได้เลย

Dragon-fruit-2

   เนื้อสัมผัสนุ่มมีเมล็ดเล็กๆ สีดำกระจายทั่ว ทานอร่อยได้สำหรับคนทุกเพศทุกวัย แถมในหมู่สาวๆ รักสุขภาพยังมีประโยชน์มากมายทั้งด้านความงามและการลดน้ำหนักอีกด้วย

   แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ แต่มีคุณค่าทางอาหารสูง รสชาติอร่อย ทำให้เหมาะสำหรับเหล่าหญิงสาวที่กำลังลดน้ำหนักเป็นอย่างมาก มีเส้นใยสูงจึงช่วยให้อิ่มท้องได้เป็นเวลานาน เปี่ยมไปด้วยสารอาหาร วิตามินและเกลือแร่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและผิวพรรณ นับเป็นผลไม้เพื่อนหญิงสาวอย่างแท้จริง และในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับประโยชน์ของแก้วมังกรให้มากขึ้นกันค่ะ
🌸1. ช่วยบำรุงผิว มีส่วนช่วยบำรุงผิวทำให้ผิวสวยเรียบเนียน กระจ่างใสขึ้นและยังลดการเกิดสิวด้วย
🌸2. ดับกระหายได้ดี ด้วยรสชาติหวานอ่อนๆ ของแก้วมังกร จึงช่วยดับกระหายได้อย่างดีเยี่ยมเลยล่ะ
🌸3. เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย มีสรรพคุณเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง และยังช่วยต่าต้านโรคภัยต่างๆ ได้ดีทีเดียว
🌸4. ตัวช่วยลดน้ำหนักได้ผล แก้วมังกร เป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงจึงทำให้ช่วยลดน้ำหนักและเป็นตัวช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี
🌸5. สารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่เป็นจำนวนมาก จึงช่วยป้องกันโรคและปกป้องผิวได้ดีทีเดียว
🌸6. ป้องกันโรคร้าย มีส่วนช่วยป้องกันโรคหัวใจและป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด นอกจากนี้ยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย
🌸7. ช่วยดูดซับสารพิษในร่างกาย สามารถช่วยดูดซับสารพิษในร่างกายได้ จึงทำให้ผิวพรรณของเราดูสดใสขึ้นและยังสุขภาพดีอีกด้วย
🌸8. ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น เนื่องจากมีกากใยสูงจึงสามารถช่วยในการขับถ่ายให้มีประสิทธิภาพขึ้น แถมยังช่วยในการปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้อีกด้วย
🌸9. บำรุงกระดูกและฟัน มีสรรพคุณในการบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ซึ่งเหมาะกับสาววัยทองที่สุด
🌸10. ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง คนที่ทานแก้วมังกรบ่อยๆ จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่ำกว่าคนที่ไม่กินแก้วมังกร.

ขอขอบคุณข้อมูลจาก women.sanook.com

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เฮลตี้ดีๆไปกับ แก้วมังกร (Dragon fruit)


แก้วมังกร
“แก้วมังกร” ผลไม้ชื่อแปลกชนิดนี้มีหลายสายพันธุ์และรสชาติแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นรสหวานอมเปรี้ยว หรือหวานอ่อนๆ มีวิธีรับประทานที่ง่ายเพียงแค่นำผลมาผ่าครึ่งก็สามารถใช้ช้อนตักเนื้อรับประทานได้เลย เนื้อสัมผัสนุ่มมีเมล็ดเล็กๆ สีดำกระจายทั่ว ทานอร่อยได้สำหรับคนทุกเพศทุกวัย แถมในหมู่สาวๆ รักสุขภาพยังมีประโยชน์มากมายทั้งด้านความงามและการลดน้ำหนักอีกด้วย
   แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ แต่มีคุณค่าทางอาหารสูง รสชาติอร่อย ทำให้เหมาะสำหรับเหล่าหญิงสาวที่กำลังลดน้ำหนักเป็นอย่างมาก มีเส้นใยสูงจึงช่วยให้อิ่มท้องได้เป็นเวลานาน เปี่ยมไปด้วยสารอาหาร วิตามินและเกลือแร่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและผิวพรรณ นับเป็นผลไม้เพื่อนหญิงสาวอย่างแท้จริง และในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับประโยชน์ของแก้วมังกรให้มากขึ้นกันค่ะ
🌸1. ช่วยบำรุงผิว มีส่วนช่วยบำรุงผิวทำให้ผิวสวยเรียบเนียน กระจ่างใสขึ้นและยังลดการเกิดสิวด้วย
🌸2. ดับกระหายได้ดี ด้วยรสชาติหวานอ่อนๆ ของแก้วมังกร จึงช่วยดับกระหายได้อย่างดีเยี่ยมเลยล่ะ
🌸3. เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย มีสรรพคุณเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง และยังช่วยต่าต้านโรคภัยต่างๆ ได้ดีทีเดียว
🌸4. ตัวช่วยลดน้ำหนักได้ผล แก้วมังกร เป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงจึงทำให้ช่วยลดน้ำหนักและเป็นตัวช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี
🌸5. สารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่เป็นจำนวนมาก จึงช่วยป้องกันโรคและปกป้องผิวได้ดีทีเดียว
🌸6. ป้องกันโรคร้าย มีส่วนช่วยป้องกันโรคหัวใจและป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด นอกจากนี้ยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย
🌸7. ช่วยดูดซับสารพิษในร่างกาย สามารถช่วยดูดซับสารพิษในร่างกายได้ จึงทำให้ผิวพรรณของเราดูสดใสขึ้นและยังสุขภาพดีอีกด้วย
🌸8. ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น เนื่องจากมีกากใยสูงจึงสามารถช่วยในการขับถ่ายให้มีประสิทธิภาพขึ้น แถมยังช่วยในการปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้อีกด้วย
🌸9. บำรุงกระดูกและฟัน มีสรรพคุณในการบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ซึ่งเหมาะกับสาววัยทองที่สุด
🌸10. ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง คนที่ทานแก้วมังกรบ่อยๆ จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่ำกว่าคนที่ไม่กินแก้วมังกร
ขอขอบคุณข้อมูลจาก women.sanook.com

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

มาเพิ่มพลังสมองด้วยสูตรเพิ่มความจำสิคะ


e_dfhlruwxz124
                                                                                                            
     "สูตรอาหาร เพิ่มความจำ อาหารสมอง" 
หลักง่ายๆ 
ในการเลือกรับประทานอาหารให้ได้ครบสูตรในแต่ละมื้อ 
โดยไม่ต้องมานั่งนับแคลอรีให้ปวดหัว อาจารย์ศัลยา 
แนะให้แบ่งจานอาหารออกเป็น 4 ส่วนเท่าๆ กัน 
ประกอบไปด้วย ผัก ผลไม้ ข้าวธัญพืช และโปรตีน
อาหารเช้า
'สำคัญที่สุดคือ ต้องกินอาหารเช้า 
เนื่องจากสมองคนเราต้องการน้ำตาลกลูโคสเพื่อใช้เป็นพลังงาน 
ถ้าเราไม่รับประทานอาหารก็จะทำให้สมองขาดเชื้อเพลิงในการทำงาน'
อาจารย์ศัลยา กล่าวถึงผลวิจัยที่พบว่า 
คนที่รับประทานอาหารเช้าจะขาดโรงเรียนหรือขาดงานน้อยกว่า 
รวมไปถึงการทดสอบทางคณิตศาสตร์ สมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ 
ความรวดเร็วในการแก้ปัญหา การรำลึกความจำ ความแม่นยำในการทำงานดีขึ้น 
แถมยังมีอารมณ์ดีกว่าคนไม่กินข้าวเช้าอีกด้วย
คราวนี้เรามาดูกันสิว่า 
อาหารเช้าแบบไหนที่เป็นของ 'ต้องการ' หรือ 'ต้องห้าม'
อาหารเช้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 
แนะนำ ได้แก่ ซีเรียลผสมนมพร่องมันเนย หรือนมถั่วเหลือง ผลไม้ 1 ชนิด และน้ำผลไม้ 
(ไม่ผสมน้ำเชื่อม) 1 แก้วเล็ก
ถ้าอยากรับประทานอาหารเช้าแบบอเมริกัน 
ขอแนะนำเป็น ไข่ดาว ขนมปังโฮลวีททาเนยถั่ว งดไส้กรอก แฮม เพราะมีไขมันสูง 
กาแฟ 1 ถ้วย อนุญาตให้เติมน้ำตาล 1 ช้อนชาพอ
อาหารเช้าแบบไทยๆ 
แนะนำให้รับประทานข้าวต้มเครื่อง ข้าวต้มปลา 
เสริมผัดผัก 1 จาน หรือข้าวโพด 1 ฝัก นมถั่วเหลือง1 แก้ว 
น้ำส้มสด 1 แก้วเล็ก มะละกอ 1 เสี้ยว 
นี่คือตัวอย่างของอาหารเช้า คุณภาพดี
อาหารกลางวัน
อาหารไขมันสูงหรือน้ำตาลสูง 
นอกจากจะทำให้ง่วงนอนแล้ว สมองก็ไม่แล่นอีกด้วย ฉะนั้น 
มื้อเที่ยงจึงไม่ควรเป็นมื้อหนัก มีโปรตีนเล็กน้อย 
ธัญพืชไม่ขัดสีมากหน่อย จะช่วยให้สมองตื่นตัวตลอดเวลา อาหารแนะนำได้แก่ 
แซนด์วิชทูน่าขนมปังโฮลวีท สลัด (น้ำสลัดไขมันต่ำ) 1 จาน น้ำผลไม้ 
และผลไม้สด หรือก๋วยเตี๋ยวน่องไก่ใส่เส้นน้อยๆ ผักเยอะๆ 
ไม่ใส่กระเทียมเจียว ไม่รับประทานหนังไก่ 
หรือถ้าอยากรับประทานสปาเกตตีสักจานก็ขอให้เพิ่มสลัดอีก 
1 จาน
ไม่แนะนำ ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊ว เพราะมีไขมันมาก เปลี่ยนเป็นราดหน้าจะดีกว่า
โดยเปลี่ยนจากเส้นใหญ่ เป็นเส้นหมี่ วุ้นเส้น หรือเส้นก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้
ชวนสมองออกกำลังกาย
การออกกำลังกายควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่สมองต้องการเป็นสิ่งที่จำเป็น 
วิธีการออกกำลังกายแบบแอโรบิกและโยคะ เป็นวิธีที่อาจารย์ศัลยาแนะนำ 
รวมไปถึงการออกกำลังกายสมอง ด้วยการท้าทาย 
ในการทำสิ่งใหม่ๆ ดูบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเกมที่ใช้ความคิด ลองหัดวาดรูป 
หรือเรียนดนตรี อย่าลืมว่าไม่มี อะไรแก่เกินเรียน
สมูทตี้สูตรสดชื่น
ส่วนผสม : 
แครอท 4 หัว แอปเปิล 1 ผล ขิงเล็กน้อย พริกหวานสีแดง 1/2 เม็ด 
ผิวมะนาวเล็กน้อย ซอสโทบาสโก้นิดหน่อย
วิธีทำ - 
นำมาปั่นรวมกัน รินใส่แก้วรับประทานทันที ไม่ควรทิ้งไว้
เมนูบำรุงสมอง ซุปถั่ว 
ซุปมันฝรั่ง ซุปฟักทอง แกงกะหรี่ผักอินเดีย ต้มยำปลา ต้มยำกุ้ง 
เต้าหู้ผัดผัก หลายๆ สี ผัดเปรี้ยวหวานไก่
เคล็ดลับเพิ่มความจำระยะสั้น 
ท่องหนังสือ ก่อนเข้าประชุม กินน้ำตาลปริมาณ 1 ช้อนชา 
จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดชื่น ในขณะเดียวกัน 
หากร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินไปจะก่อให้เกิดอาการซึมเศร้า 
ขาดความกระตือรือร้น / กาแฟ วันละ 1 ถ้วย น้ำตาล 
1 ช้อนชา เท่านั้นพอ
---------------------------
ขอขอบคุณภาพจาก www.thaihealth  / women.thaiza

ตาใสแจ๋วได้ด้วยการบำรุง


ทาน 5 ผัก บำรุงสายตา (Woman Plus)
          วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับผักแสนอร่อย 5 ชนิด ที่จะช่วยบำรุงสายตาของเราให้จัดเจนแจ่มแจ๋วกันนะคะ ใครอยากรู้ว่ามีผักอะไรบ้าง รอติดตามกันเลยค่ะ
อาหารเพื่อสุขภาพ

 ผักบุ้ง

          ผักบุ้งช่วยบำรุงสายตา ไม่ทำให้ปวดตา สายตาสั้น แสบตา จะกินผักบุ้งก็ต้องกินผักบุ้งดิบ รับทั้งวิตามิน A และวิตามิน C รวมถึงเบต้า-แคโรทีน เป็นวิตามินที่ช่วยป้องกันมะเร็งได้ด้วย นอกจากวิตามินแล้ว ผักบุ้งยังมีเกลือแร่ มีธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงเลือด ไม่ว่าจะนำไปผัด ต้ม ลวก หรือ ทอด อร่อยไม่แพ้กันเลยทีเดียวคะ สาวๆคนไหนต้องการดวงตาที่เปร่งประกายก็สามารถทานผักบุ้งเป็นประจำแล้วนอกจากสายตาจะดี เพิ่มการขับถ่าย หุ่นสวย แล้วยังช่วยรักษาดวงตาไว้ให้ใช้งานได้ดีไปนานๆด้วยคะ
อาหารเพื่อสุขภาพ

 แครอท

          แครอทมีสารเบต้าแคโรทีนมากที่สุดในบรรดาผักสีส้ม นอกจากนี้มันก็ยังมีวิตามินและแร่ธาตุอื่นอีกหลายชนิด เบต้าแคโรทีนก็คือ วิตามินเอ ซึ่งช่วยในการบำรุงรักษาดวงตาเพราะมันมีผลต่อปฏิกริยาเคมีของดวงตาต่อแสง วิตามินเอยังช่วยให้มีผิวที่ดีอีกด้วย และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ เช่นมะเร็งได้ดี
ตำลึง
ตำลึง

          ตำลึงมีคุณค่าทางอาหารสูง มีเบต้าแคโรทีนที่ดีที่สุด เบต้าแคโรทีนเป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ทำหน้าที่กรองแสงให้กับดวงตา ป้องกันไฟเบอร์ของเลนส์ตาจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกออกซิไดซ์ด้วยแสง ป้องกันการเกิดต้อ เบต้าแคโรทีนเป็นสารที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ จัดเป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่มีประสิทธิภาพการทำงานดีที่สุด
อาหารเพื่อสุขภาพ

 คะน้า

          คะน้ามีสารต้านอนุมูลอิสระ คือวิตามินซีและเบต้าแคโรทีน ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอที่มีผลต่อการบำรุงสายตา เสริมสร้างสุขภาพผิวพรรณและต้านทานการติดเชื้อ
อาหารเพื่อสุขภาพ

 ฟักทอง

          ฟักทองมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณ ระบบย่อยอาหาร บำรุงตับไต สร้างเซลล์ใหม่แทนเซลล์เก่าที่ตายไปแล้ว มีสารลูทีนป้องกันการเสื่อมของจุดหรือแสงสีของเรตินา มีวิตามินเอบำรุงสายตา มีเบตาแคโรทีนซึ่งมีสาร Antioxidant สูงจึงช่วยต้านมะเร็งได้อีกด้วย
---------------------
ขอขอบคุณภาพจาก dek-d

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เฮลตี้ง่ายๆไปกับ "อาหารชีวิจิต"


   อาหารชีวิจิต แบ่งออกเป็นหลายแบบคะแยกออกเป็นกลุ่มๆด้วยกัน มีกลุ่มแป้ง กลุ่มผัก กลุ่มถั่ว ธัญพืช โปรตีน ซึ่งเราได้จัดมาให้เพื่อความเข้าใจของผู้อ่านเรียบร้อยแล้วคะ 
macrobiotic-diet
   กลุ่มแรก อาหารประเภทแป้งซึ่งไม่ขัดขาว เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ถ้าเป็นข้าวโพดจะเป็นข้าวโพดทั้งเมล็ดหรือทั้งฝัก และถ้าเป็นแป้งขนมปัง ก็เป็นขนมปังโฮลวีท (ทำจากข้าวสาลี) และถ้าจะให้แป้งเป็นกลุ่มของ Complex คาร์โบไฮเดรต คือเป็นแป้งหลายชั้น ซึ่งมีโปรตีนปนอยู่ด้วยก็ควรเติมมันเทศ มันฝรั่ง ฟักทองลงไป

   กลุ่มที่ 2 ผัก ใช้ทั้งผักดิบและผักสุกอย่างละครึ่ง ทำเป็นสลัดผักสด หรือทำเป็นผักสุกจิ้มน้ำพริก หรือผัดน้ำมันพืชแต่น้อย
ผักถ้าปลูกเอง ไม่ใช้สารเคมีจะดีที่สุด แต่ถ้าต้องซื้อจากตลาด ต้องเลือกผักที่ปลอดสาร ล้างผ่านน้ำ และแช่น้ำด่างทับทิม หรือแช่น้ำส้มสายชูสัก 1-2 ชั่วโมงก็จะช่วยล้างสารพิษได้
   กลุ่มที่ 3 ถั่วต่างๆ อยู่ในประเภทโปรตีน เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วเหลือง ถั่วดำ และผลิตผลจากถั่ว เช่น เต้าหู้ โปรตีนเกษตร หรือผลิตผลซึ่งดัดแปลงจากถั่วในรูปต่างๆ
นอกจากนี้ จะใช้โปรตีนจากสัตว์เป็นครั้งคราว คือ ปลาและอาหารทะเล ประมาณสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
กลุ่มสุดท้าย เบ็ดเตล็ด ประเภทของกินเล่น แกง หรือซุป เป็นแบบไทยๆ ก็แกงจืดหรือแกงเลียง เป็นน้ำซุปก็เป็นมิโซะซุป
สิ่งที่กินได้เป็นประจำคือสาหร่ายทะเล จะผสมอาหารต่างๆเป็นเครื่องปรุง หรือใส่แกงหรือผัดผักต่างๆ ก็ได้ เครื่องปรุงอีกอย่างคืองาสดและงาคั่ว ใช้โรยอาหารต่างๆได้ทุกอย่าง นอกจากนั้น กินเป็นถั่วต่างๆและเมล็ดพืชกินเล่น เช่น ถั่วคั่ว เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม ผลไม้สด ซึ่งควรเป็นผลไม้สีเขียวที่ไม่หวาน เช่น ฝรั่ง มะม่วงดิบ พุทรา มะละกอสุก สัปปะรด
กลุ่มนี้กินปริมาณ 10% ของแต่ละมื้อ
สูตร 1 ถ้าเขียนรูปแผนผังจะเป็นรูปดังนี้
ข้าว 50%
ผัก 25%
โปรตีน 15%
เบ็ดเตล็ด 10%
สูตร 2 (สำหรับเบาหวาน/หลอดเลือด, โรคหัวใจและที่ต้องการลด
น้ำหนัก) ชนิดของอาหารเหมือนสูตร 1 ทุกอย่าง แต่ให้เปลี่ยนสัดส่วน
ดังต่อไปนี้
- ข้าวหรือแป้งให้ลดเหลือ 30% (จากเดิม 50%)
- ผักเพิ่มเป็น 35% (จากเดิม 25%)
- โปรตีนเพิ่มเป็น 25 % (จากเดิม 15%)
- ส่วนเบ็ดเตล็ดคงเดิม 10%
ถ้าเป็นแผนผัง จะเป็นรูปดังนี้
ข้าว 30%
ผัก 35%
โปรตีน 25%
เบ็ดเตล็ด 10%
นอกจากนี้ก็มีอาหารที่ควรงด
  1. งดเนื้อสัตว์ เช่น หมู ไก่ เป็ด เนื้อวัว
  2. งดน้ำตาลขาวทุกชนิด รวมทั้งอาหาร ขนม และเครื่องดื่มที่ผลิตจากน้ำตาล เช่น ฝอยทอง เค้ก ไอศกรีม น้ำหวานต่างๆ
  3. งดอาหารรสมัน ที่ใช้น้ำมัน นม เนย กะทิ ของทอด
  4. งดแป้งขาวทุกชนิด เช่น ข้าวขาว ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปังขาว
ตัวอย่างอาหารชีวจิต
อาหารเช้า : ขนมปังโฮลวีททาแยมผลไม้ เนยถั่ว หรือน้ำพริกเผา     
               สลัดผักปลาทูน่า
อาหารจานเดียว : ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ผัดซีอิ๊ว(เส้นข้าวกล้อง)
                     เย็นตาโฟเต้าหู้(ผักบุ้งมากๆ) ข้าวผัดหนำเลี้ยบ 
                     ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ข้าวต้มเห็ด โจ๊กอาร์.ซี.
อาหารกินกับข้าวต้ม : ผัดถั่วงอก ปลาสลิด ยำกุ้งแห้ง เต้าหู้ยี้ ยำหัวไชโป๊ว
                         ผัดผักบุ้งไฟแดง
อาหารกินกับข้าวสวย : แกงเลียง แกงส้ม น้ำพริกปลาทู-ผักจิ้ม 
                           แกงจืดเต้าหู้ขาว เมี่ยงปลาทู ผัดผักรวมมิตร
                           ผัดมะเขือยาว ลาบเห็ด ต้มยำกุ้งเต้าหู้ จับฉ่าย
                           แกงเหลือง แกงป่า ฯลฯ
ขนมและของว่าง : แซนด์วิชทูน่า เต้าฮวย-เต้าหู้ เมี่ยงคำ ถั่วแดง น้ำแข็งใส
                     ถั่วเขียวต้มน้ำตาล ทรายแดง มันต้มขิง
   ถ้าคุณกินอาหารถูกต้องตามที่ "ชีวจิต" แนะนำ ก็ไม่จำเป็นจะต้องกินวิตามินหรือแร่ธาตุเสริม แต่เนื่องจากชีวิตความเป็นอยู่และชีวิตประจำวันของคุณที่มักจะชอบกินอาหารจำพวกแป้ง พวกน้ำตาล (เช่น เค้ก ไอศกรีม น้ำอัดลม) และของหวานเป็นประจำ อยู่ในสิ่งแวดล้อมซึ่งเต็มไปด้วยมลพิษ หรือคุณมีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป คุณอาจต้องการวิตามินและแร่ธาตุเสริมบ้าง
ขอขอบคุณภาพจาก never-age / dietshowto
ขอขอบคุณข้อมูลจาก cheewajithome