แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คนรักสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คนรักสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เฮลตี้ดีดีวันนี้เลิศเว่อไปกับวิธีลดต้นแขนกันคะ


6940258da


วิธีที่ 1 ออกกำลังกายผลาญไขมัน
    หากต้องการอยากให้แขนเล็กลงก็ต้องพยายามออกแรงในส่วนนั้นเพิ่มมากขึ้น เพื่อจะทำให้ไขมันค่อยๆสลายหายไป และแปรเปลี่ยนมาเป็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรงมากขึ้นแทน อย่างไรก็ตาม สาวๆไม่ต้องกลัวไปนะค่ะว่าหากเราออกกำลังกายไปมากๆแล้ว จะทำให้กล้ามปูดขึ้นมาหรือป่าว เพราะหากเราไม่ได้มีการรับประทานโปรตีนอาหารเสริมอย่างที่นักเล่นกล้ามเขาทำกัน โอกาสจะเกิดเป็นกล้ามใหญ่ๆก็คงไม่มีแน่นอน ซึ่งท่าทางการบริหารต้นแขนก็มีให้เลือกมากมาย อยู่ที่ว่าคุณต้องการบริหารต้นแขนในส่วนไหนเป็นพิเศษ เพราะแต่ละท่าทางก็จะเป็นการบริหารที่แตกต่างกันออกไป ทั้งต้นแขนด้านบน หรือต้นแขนด้านล่าง โดยอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับการบริหารต้นแขน ก็คือ ดัมเบล ซึ่งควรมีน้ำหนักที่พอดี ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป แต่ถ้าหาดัลเบลไม่ได้ก็อาจใช้เป็นขวดบรรจุน้ำแก้ขัดไปก่อนได้

    วิธีที่ 2 ปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร
    เป็นสิ่งที่คุณควรจะทำให้ได้อยู่เสมอไม่ว่าคุณคิดจะลดไขมันในส่วนไหนก็ตาม เพราะการรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตหรือไขมันสูง ย่อมเกิดการสะสมและพอกพูนตามอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย รวมไปถึงท้องแขนด้วย ซึ่งหากเราสามารถที่จะดูแลเรื่องอาหารการกินได้ดี โอกาสที่จะมีแขนเรียวเล็กสมใจ ก็คงไม่นานเกินรออย่างแน่นอน

    วิธีที่ 3 สวมปลอกกระชับต้นแขน 
    เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้คุณดูมีต้นแขนที่เล็กลงได้ แม้อาจจะไม่ใช่วิธีที่ช่วยให้แขนเล็กลงได้อย่างถาวรก็ตาม แต่ก็เป็นหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจให้คุณรีบลดต้นแขนให้ได้ไวๆ จะได้ไม่ต้องทนใส่ปลอกรัดแขนเช่นนี้ให้อึดอัดอีกต่อไป
ซึ่งปลอกกระชับต้นแขนก็มีให้เลือกหลายเกรดหลายราคา ทั้งแบบที่เนื้อผ้าทอด้วยเส้นใยพิเศษ หรือแบบพลาสติกธรรมดาทั่วไป สะดวกแบบไหนก็หามาลองใช้เล่นๆก่อนได้ตามใจชอบเลยค่ะ

    วิธีที่ 4 นวดด้วยครีมลดต้นแขน
สาวกครีมบำรุงผิวน่าจะรู้จักกับครีมกระชับสัดส่วนเป็นอย่างดี ครีมชนิดนี้มีความสามารถในการกระชับสัดส่วนได้บ้าง ซึ่งหลักการของครีมชนิดนี้ ก็คือ การเป็นสารที่สกัดมาจากสมุนไพรบ้างชนิด ที่มีสรรพคุณในการเกิดความร้อนในอุณหภูมิที่ร่างกายยังสามารถทานทนได้ ความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างการทาครีมเหล่านี้จะไปช่วยสลายไขมันตามท้องแขนที่เราไม่ต้องการ แต่ก็ต้องมีการใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่องจึงจะสามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจน 

    วิธีที่ 5 ฉีดยาสลายไขมัน
    เชื่อว่าคงมีคนใจร้อนหลายคนที่ไม่อาจจะรอให้ไขมันหายไปเองตามธรรมชาติได้ จึงจำเป็นต้องพึ่งพาวิธีทางการแพทย์โดยการฉีดสารบางอย่างเข้าไปในร่างกาย สารที่ว่านี้จะเป็นกลุ่มยาหลายๆ ตัวผสมกัน เช่น Phosphatidylcholine,
L-carnitine, Deoxycholate, Dexpanthenol (B5), Amino acids, Minerals เป็นต้น ซึ่งสารเหล่านี้จะเข้าไปทำให้ผนังไขมันแตกตัว ไขมันจึงเปลี่ยนไขมันเหลว แล้วรอให้ร่างกายดูดซึมกลับไปเอง ต้นแขนของคุณจึงลดขนาดลงได้

    วิธีที่ 6 ขจัดไขมันด้วยวิธีทางการแพทย์
    สำหรับคนที่ใจร้อนมากกว่านั้น การแพทย์ก็มีการตอบสนองความต้องการในอีกหลายรูปแบบ เพื่อที่จะช่วยให้คุณมีแขนเรียวเล็กได้เร็วทันใจแบบไม่ต้องมัวควบคุมอาหารหรือออกกำลังกาย วิธีเหล่านี้เช่น การใช้คลื่นวิทยุ การฉีดคาร์บ็อกซี่ (Carboxy Therapy) การดูดไขมัน (Liposuction) การเวเซอร์ (Vaser liposelection) เป็นต้น ซึ่งหากใครที่คิดอยากจะลองใช้วิธีการเหล่านี้ในการลดต้นแขน ก็แนะนำให้ศึกษาข้อมูลให้ดีเสียก่อน เพราะการใช้สารเคมีบางอย่าง อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ไม่ถูกกับร่างกายของบุคคลบางกลุ่มได้

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เฮลตี้ง่ายๆไปกับ "อาหารชีวิจิต"


   อาหารชีวิจิต แบ่งออกเป็นหลายแบบคะแยกออกเป็นกลุ่มๆด้วยกัน มีกลุ่มแป้ง กลุ่มผัก กลุ่มถั่ว ธัญพืช โปรตีน ซึ่งเราได้จัดมาให้เพื่อความเข้าใจของผู้อ่านเรียบร้อยแล้วคะ 
macrobiotic-diet
   กลุ่มแรก อาหารประเภทแป้งซึ่งไม่ขัดขาว เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ถ้าเป็นข้าวโพดจะเป็นข้าวโพดทั้งเมล็ดหรือทั้งฝัก และถ้าเป็นแป้งขนมปัง ก็เป็นขนมปังโฮลวีท (ทำจากข้าวสาลี) และถ้าจะให้แป้งเป็นกลุ่มของ Complex คาร์โบไฮเดรต คือเป็นแป้งหลายชั้น ซึ่งมีโปรตีนปนอยู่ด้วยก็ควรเติมมันเทศ มันฝรั่ง ฟักทองลงไป

   กลุ่มที่ 2 ผัก ใช้ทั้งผักดิบและผักสุกอย่างละครึ่ง ทำเป็นสลัดผักสด หรือทำเป็นผักสุกจิ้มน้ำพริก หรือผัดน้ำมันพืชแต่น้อย
ผักถ้าปลูกเอง ไม่ใช้สารเคมีจะดีที่สุด แต่ถ้าต้องซื้อจากตลาด ต้องเลือกผักที่ปลอดสาร ล้างผ่านน้ำ และแช่น้ำด่างทับทิม หรือแช่น้ำส้มสายชูสัก 1-2 ชั่วโมงก็จะช่วยล้างสารพิษได้
   กลุ่มที่ 3 ถั่วต่างๆ อยู่ในประเภทโปรตีน เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วเหลือง ถั่วดำ และผลิตผลจากถั่ว เช่น เต้าหู้ โปรตีนเกษตร หรือผลิตผลซึ่งดัดแปลงจากถั่วในรูปต่างๆ
นอกจากนี้ จะใช้โปรตีนจากสัตว์เป็นครั้งคราว คือ ปลาและอาหารทะเล ประมาณสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
กลุ่มสุดท้าย เบ็ดเตล็ด ประเภทของกินเล่น แกง หรือซุป เป็นแบบไทยๆ ก็แกงจืดหรือแกงเลียง เป็นน้ำซุปก็เป็นมิโซะซุป
สิ่งที่กินได้เป็นประจำคือสาหร่ายทะเล จะผสมอาหารต่างๆเป็นเครื่องปรุง หรือใส่แกงหรือผัดผักต่างๆ ก็ได้ เครื่องปรุงอีกอย่างคืองาสดและงาคั่ว ใช้โรยอาหารต่างๆได้ทุกอย่าง นอกจากนั้น กินเป็นถั่วต่างๆและเมล็ดพืชกินเล่น เช่น ถั่วคั่ว เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม ผลไม้สด ซึ่งควรเป็นผลไม้สีเขียวที่ไม่หวาน เช่น ฝรั่ง มะม่วงดิบ พุทรา มะละกอสุก สัปปะรด
กลุ่มนี้กินปริมาณ 10% ของแต่ละมื้อ
สูตร 1 ถ้าเขียนรูปแผนผังจะเป็นรูปดังนี้
ข้าว 50%
ผัก 25%
โปรตีน 15%
เบ็ดเตล็ด 10%
สูตร 2 (สำหรับเบาหวาน/หลอดเลือด, โรคหัวใจและที่ต้องการลด
น้ำหนัก) ชนิดของอาหารเหมือนสูตร 1 ทุกอย่าง แต่ให้เปลี่ยนสัดส่วน
ดังต่อไปนี้
- ข้าวหรือแป้งให้ลดเหลือ 30% (จากเดิม 50%)
- ผักเพิ่มเป็น 35% (จากเดิม 25%)
- โปรตีนเพิ่มเป็น 25 % (จากเดิม 15%)
- ส่วนเบ็ดเตล็ดคงเดิม 10%
ถ้าเป็นแผนผัง จะเป็นรูปดังนี้
ข้าว 30%
ผัก 35%
โปรตีน 25%
เบ็ดเตล็ด 10%
นอกจากนี้ก็มีอาหารที่ควรงด
  1. งดเนื้อสัตว์ เช่น หมู ไก่ เป็ด เนื้อวัว
  2. งดน้ำตาลขาวทุกชนิด รวมทั้งอาหาร ขนม และเครื่องดื่มที่ผลิตจากน้ำตาล เช่น ฝอยทอง เค้ก ไอศกรีม น้ำหวานต่างๆ
  3. งดอาหารรสมัน ที่ใช้น้ำมัน นม เนย กะทิ ของทอด
  4. งดแป้งขาวทุกชนิด เช่น ข้าวขาว ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปังขาว
ตัวอย่างอาหารชีวจิต
อาหารเช้า : ขนมปังโฮลวีททาแยมผลไม้ เนยถั่ว หรือน้ำพริกเผา     
               สลัดผักปลาทูน่า
อาหารจานเดียว : ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ผัดซีอิ๊ว(เส้นข้าวกล้อง)
                     เย็นตาโฟเต้าหู้(ผักบุ้งมากๆ) ข้าวผัดหนำเลี้ยบ 
                     ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ข้าวต้มเห็ด โจ๊กอาร์.ซี.
อาหารกินกับข้าวต้ม : ผัดถั่วงอก ปลาสลิด ยำกุ้งแห้ง เต้าหู้ยี้ ยำหัวไชโป๊ว
                         ผัดผักบุ้งไฟแดง
อาหารกินกับข้าวสวย : แกงเลียง แกงส้ม น้ำพริกปลาทู-ผักจิ้ม 
                           แกงจืดเต้าหู้ขาว เมี่ยงปลาทู ผัดผักรวมมิตร
                           ผัดมะเขือยาว ลาบเห็ด ต้มยำกุ้งเต้าหู้ จับฉ่าย
                           แกงเหลือง แกงป่า ฯลฯ
ขนมและของว่าง : แซนด์วิชทูน่า เต้าฮวย-เต้าหู้ เมี่ยงคำ ถั่วแดง น้ำแข็งใส
                     ถั่วเขียวต้มน้ำตาล ทรายแดง มันต้มขิง
   ถ้าคุณกินอาหารถูกต้องตามที่ "ชีวจิต" แนะนำ ก็ไม่จำเป็นจะต้องกินวิตามินหรือแร่ธาตุเสริม แต่เนื่องจากชีวิตความเป็นอยู่และชีวิตประจำวันของคุณที่มักจะชอบกินอาหารจำพวกแป้ง พวกน้ำตาล (เช่น เค้ก ไอศกรีม น้ำอัดลม) และของหวานเป็นประจำ อยู่ในสิ่งแวดล้อมซึ่งเต็มไปด้วยมลพิษ หรือคุณมีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป คุณอาจต้องการวิตามินและแร่ธาตุเสริมบ้าง
ขอขอบคุณภาพจาก never-age / dietshowto
ขอขอบคุณข้อมูลจาก cheewajithome

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

น้ำอุ่นดีมีประโยชน์


  
   รู้หรือไม่ น้ำอุ่นมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการทีเดียว ความลับของน้ำอุ่น ที่ซ่อนอยู่ มันสามารถเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายเราได้อย่างไรบ้าง

ดื่มน้ำอุ่น
และขอขอบคุณที่มาจาก Zappnuar.com

การดื่มน้ำอุ่นที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้หมายถึง การดื่มน้ำที่อุณหภูมิห้อง หรือน้ำที่มีความร้อนกำลังเหมาะ ซึ่งความอุ่นของน้ำนี่เองที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนเลือดไปหล่อเลี้ยงตามเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ส่งผลให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายเป็นปกติ เราจึงแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย แต่เอ๊ะ ! น้ำอุ่นธรรมดาเพียง 1 แก้วเนี่ยจะทำให้เราแข็งแรงได้ง่าย ๆ เลยจริงเหรอ ใครอยากรู้ว่าจริงหรือไม่ มาดูพร้อมๆกันเลยค่ะ
☕1. ช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย น้ำอุ่นช่วยดีท็อกซ์ของเสียออกจากร่างกายที่ไหลเวียนอยู่ตามอวัยวะสำคัญต่าง ๆ เช่น ปอด ตับ ไต และลำไส้ โดยที่น้ำอุ่นจะช่วยขับถ่ายของเสียเหล่านั้นออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ ขี้มูก ขี้ตา และเหงื่อไคล เป็นต้น ร่างกายของเราก็จะสะอาดจากภายใน ซึ่งเราสามารถเช็กได้ง่าย ๆ ก็คือ การที่ร่างกายไม่มีกลิ่นตัวตามข้อพับ ไม่มีกลิ่นปาก มีแววตาสดใส เป็นต้น
☕2. ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ใครที่เป็นคนธาตุหนัก ท้องผูก ขับถ่ายยาก ขอแนะนำว่าในตอนเช้าหลังตื่นนอน อย่าเพิ่งล้างหน้าแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำอุ่น 1แก้ว แล้วนวดวนตามเข็มนาฬิกาเบา ๆ ที่บริเวณท้อง รับรองว่าไม่นานก็จะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำแน่นอน เพราะการดื่มน้ำอุ่นเป็นแก้วแรกของวันในขณะที่ท้องกำลังว่างอยู่เป็นการลดแก๊สในกระเพาะอาหาร และยังช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายของเราให้ทำงานเป็นปกติอีกด้วย
☕3. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค ทำให้เราป่วยยาก ทุกวันนี้อากาศในบ้านเราเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาวจนร่างกายปรับตัวไม่ทัน จนบางทีอยู่ดี ๆ ร่างกายก็แสดงอาการผิดปกติขึ้นมา เช่น ปวดหัว เจ็บคอ มีน้ำมูก คัดจมูก ไอ เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนเล็ก ๆ ว่าสุขภาพของเราเริ่มอ่อนแอลงแล้วนะ ควรดูแลตัวเองให้มากขึ้นอีกหน่อย และการดูแลตัวเองอย่างง่าย ไม่ให้อาการหวัดถามหาก็คือ การจิบน้ำอุ่นเป็นประจำทุกวัน เพราะน้ำอุ่นช่วยให้ร่างกายไม่สะสมเชื้อโรคไวรัสและแบคทีเรีย ที่สามารถนำไปสู่อาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้ เพียงเท่านี้อาการป่วยก็ห่างไกลเราแล้ว
☕4. ช่วยให้เราควบคุมน้ำหนักตัวง่ายขึ้น ผลการวิจัยส่วนใหญ่ เผยว่า การดื่มน้ำอุ่นในตอนเช้าวันละ 2 แก้วเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญพลังงานมากขึ้นถึงร้อยละ 30 ทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี่ในอาหารได้มากขึ้น สาเหตุเป็นเพราะน้ำอุ่นช่วยลดการสะสมของเซลล์ไขมันสีขาวในร่างกาย เราจึงลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น กินอะไรก็สะสมเป็นไขมันในร่างกายได้ยาก อย่างไรก็ตาม เราก็ควรงดอาหารจำพวกไขมันทรานส์ แป้ง และน้ำตาลควบคู่กันไปด้วยนะคะ
☕5. ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน สาว ๆ คนไหนที่มักจะมีอาการปวดประจำเดือนบ่อยครั้ง ทำให้รู้สึกไม่มีแรง และไม่อยากขยับตัวทำอะไร เราขอแนะนำให้จิบน้ำอุ่นแทนน้ำเย็น เพราะน้ำอุ่นเป็นเหมือนยาแก้ปวดธรรมชาติที่จะช่วยคลายการบีบรัดของกล้ามเนื้อท้อง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนเป็นปกติอีกด้วย เพียงเท่านี้ร่างกายเราก็จะไม่อ่อนเปลี้ยเพลียแรงแล้วจ้า
☕6. ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต การดื่มน้ำอุ่นให้ได้อย่างน้อย 2 แก้วต่อวันก็สามารถเพิ่มชุ่มชื้นให้กับผิวพรรณของเราได้แล้ว เพราะน้ำอุ่นช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดในเซลล์ผิวหนังทั่วทั้งร่างกาย ส่งผลให้เรามีผิวพรรณที่เปล่งปลั่ง เส้นผมเงางาม มีน้ำหนัก ไม่มีปัญหาเรื่องหนังศีรษะ เช่น รังแค ผมร่วง ผมบาง และหนังศีรษะแห้งลอกเป็นแผ่น เป็นต้น
☕7. ช่วยให้เราดูอ่อนกว่าวัย คนรักสวยรักงามหลายคนต้องไม่เชื่อแน่เลยว่าการดื่มน้ำอุ่น 1 แก้วในตอนเช้า สามารถลดปัญหาผิวหน้าของเราได้ เช่น สิว ริ้วรอยแห่งวัย จุดด่างดำ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างอิลาสตินใต้ชั้นผิวหนังของเราด้วย สาเหตุเป็นเพราะน้ำอุ่นช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ระบบต่อมน้ำเหลืองให้ทำงานเป็นปกติ และระบบฮอร์โมนต่าง ๆ ภายในร่างกายของเราทำงานเป็นปกติขึ้น เราจึงมีผิวพรรณที่ดีทั้งผิวหน้า และผิวกาย ใครเห็นแล้วก็ต้องชมว่าดูอ่อนวัยจังเลย
☕8. ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การดื่มน้ำอุ่นเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการคิดอ่านของสมองเรา ส่วนหนึ่งเพราะน้ำอุ่นช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ดังนั้นหากรู้สึกว่าทำงานแล้วไอเดียไม่บรรเจิดเลย ขอแนะนำหยุดพักสักเล็กน้อย เดินไปหาน้ำอุ่นมาจิบสักแก้วหนึ่ง เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้น สมองไม่ล้า สามารถลุยกับงานยาก ๆ ต่อได้
☕9. ช่วยลดการติดเชื้อบริเวณทางเดินหายใจ อาการเจ็บคอเกิดจากการที่ร่างกายติดเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรียในบริเวณทางเดินหายใจ โดยที่บางครั้งจะมีอาการไอร่วมด้วย แต่เราสามารถลดการสะสมเชื้อโรคเหล่านี้ได้ด้วยวิธีง่าย ๆ คือ จิบน้ำอุ่นให้ได้ทั้งวัน หรือใช้วิธีกลั้วคอด้วยน้ำอุ่นในตอนเช้าและก่อนนอนก็ได้
☕10. ช่วยให้การออกกำลังกายเห็นผลดียิ่งขึ้น การออกกำลังกายในแต่ละวันของเราจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากหลังออกกำลังกายเสร็จแล้ว เราจิบน้ำอุ่นอย่างน้อย 1 แก้ว เพราะน้ำอุ่นช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดเพื่อลดการบาดเจ็บของข้อต่อ และกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกาย ทำให้เราไม่มีกล้ามเนื้อตึง หดเกร็ง หรือเป็นตะคริว อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความสมดุลให้กับระบบประสาทและสมองอีกด้วย เราจึงรู้สึกสดชื่น แจ่มใสมากขึ้น
เมื่อรู้ข้อดีของน้ำอุ่นกันแล้ว อย่าลืมหันมาดื่มน้ำอุ่นให้มากกว่าน้ำเย็นนะคะ ส่วนใครที่ไม่อยากดื่มแค่น้ำอุ่นธรรมดาก็สามารถเพิ่มเติมประโยชน์จากอาหารที่มีคุณสมบัติเป็นยาได้เช่นกันนะคะ เช่น เลมอน ขิง และน้ำผึ้ง เพียงเท่านี้ร่างกายเราก็จะลืมไปเลยว่าเคยป่วยครั้งสุดท้ายเมื่อไรกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก health.kapook.com และภาพจาก trongdee.com
และขอขอบคุณที่มาจาก Zappnuar.com

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สรรพคุณของมะขาม


  วันนี้ จะพาเพื่อนๆ มารู้จักกับ เรื่องของมะขาม มี ประโยชน์สรรพคุณ ทั้งผลสด ผลสุก และ มะขามเปียก เชิญชมพร้อมๆเลยจ้า
มะขาม
มะขาม มีชื่อทางวิทญศาสตร์ว่า Tamarindus indica  L เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ในปรเทศไทยของเรานิยมปลูกมะขามกันมากในจังหวัดจังหวัดเพชรบูรณ์ มะขามมีประโยชน์แทบจะทุกส่วนไม่ว่าจะเป็น ราก ลำต้น ใบ ผล เมล็ด เปลือก โดยส่วนใหญ่จะนำมาบริโภค และทำประโยชน์จากเนื้อไม้ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ นอกจากจะรับประทานสดแล้ว ยังนำมาทำเป็นส่วนประกอบในเครื่องปรุงอาหารอีกด้วย ใบอ่อนของมะขามก็นิยมนำมาปรุงรสอาหาร เช่น แกงยอดมะขามอ่อนนอกจากบริโภคก็ยังมีสรรพคุณในการรักษาโรคอีกด้วย
สรรพคุณของมะขามราก – แก้ท้องร่วง สมานแผล รักษาเริม และงูสวัด
เปลือกต้น – แก้ไข้ ตัวร้อน
แก่น – กล่อมเสมหะ และโลหิต ขับโลหิต ขับเสมหะ รักษาฝีในมดลูก รักษาโรคบุรุษ เป็นยาชักมดลูกให้เข้าอู่
ใบสด – (มีกรดเล็กน้อย) เป็นยาถ่าย ยาระบาย ขับลมในลำไส้ แก้ไอ แก้บิด รักษาหวัด ขับเสมหะ หยอดตารักษาเยื่อตาอักเสบ แก้ตามัว ฟอกโลหิต ขับเหงื่อ ต้มผสมกับสมุนไพรอื่นๆ อาบหลังคลอดช่วยให้สะอาดขึ้น
เนื้อหุ้มเมล็ด – แก้อาการท้องผูก เป็นยาระบาย ยาถ่าย ขับเสมหะ แก้ไอ กระหายน้ำ เป็นยาสวนล้างท้อง
ฝักดิบ – ฟอกเลือด และลดความอ้วน เป็นยาระบายและลดอุณหภูมิในร่างกาย บรรเทาอาการไข้
เมล็ดในสีขาว – เป็นยาถ่ายพยาธิไส้เดือนตัวกลมในลำไส้ พยาธิเส้นด้าย
เปลือกเมล็ด – แก้ท้องร่วง แก้บิดลมป่วง สมานแผลที่ปาก ที่คอ ที่ลิ้น และตามร่างกาย รักษาแผลสด ถอนพิษและรักษาแผลที่ถูกไฟลวก รักษาแผลเบาหวาน
เนื้อในฝักแก่ (มะขามเปียก) – รับประทานจิ้มเกลือ แก้ไอ ขับเสมหะ
ดอกสด – เป็นยาลดความดันโลหิตสูง
ประโยชน์ของมะขามเปียก
1. มีรสเปรี้ยว หากนำมารับประทานจะทำให้ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายให้หมุนเวียนดีขึ้น
2. นอกจากนี้ยังช่วยแก้ไอ ขับเสมหะได้ ด้วยการนำเนื้อมะขามไปต้มให้สุก เติมเกลือเล็กน้อย แล้วค่อยๆ จิบ
3. หากนำเม็ดมะขามเปียกไปคั่วให้สุก กะเทาะเปลือกออก แล้วแช่น้ำจนเนื้อนิ่ม จะสามารถนำไปพอกแผลฝี หนอง และแผลเรื้อรังต่าง ๆ ให้บรรเทาลงได้
4. นำเม็ดมะขามไปผ่าตามแนวขวาง แล้วฝนกับน้ำมะนาว จะช่วยดูดพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้
5. มีกรดผลไม้ (AHA) หากนำมาขัดผิว จะช่วยผลัดเซลส์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออก ช่วยให้ผิวสะอาด กระจ่างใส ลดรอยด่างดำและความหมองคล้ำให้จางลง จุดแห้งกร้านเนียนนุ่มขึ้น
มะขามเปียก สมุนไพรคู่ครัวไทยที่มีสรรพคุณเป็นกรด มี AHA ในปริมาณที่สามารถใช้ขัดผิวหน้า ผิวตัว หรือแม้กระทั่งจุดแห้งกร้าน ให้เนียนนุ่ม และดูขาวใสขึ้นได้ ถ้าใช้ให้ถูกวิธี โดยเรามาเริ่มจากตรงดิ่งไปตลาด หาซื้อ มะขามเปียก ติดบ้านไว้สัก 3-4 ก้อน จากนั้นจดสูตรต่อไปนี้แปะไว้หน้าตู้เย็น เตือนตัวเองทุกวันให้ทำตามสูตร ท่องให้ขึ้นใจว่า ฉันจะขาว ฉันจะใส แล้วลุยกันเลยค่ะ สูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียก
สูตรที่ 1
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. นมสดรสจืด 3-4 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
4. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
5. ภาชนะสำหรับผสม
สูตรที่ 2
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย
3. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
4. ภาชนะสำหรับผสม
สูตรที่ 3
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. ขมิ้นผง 2 ช้อนโต๊ะ
3. นมสดรสจืด 3-4 ช้อนโต๊ะ
4. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
5. ภาชนะสำหรับผสม
สูตรที่ 4
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. ดินสอพอง 2 ก้อน
3. นมสดรสจืด 4-5 ช้อนโต๊ะ
4. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
5. ภาชนะสำหรับผสม
สูตรที่ 5
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ
3. เกลือละเอียด 2-3 ช้อนโต๊ะ
4. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
5. ภาชนะสำหรับผสม
สูตรที่ 6
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. นมสดรสจืด 4-5 ช้อนโต๊ะ
3. ขมิ้นผง 2 ช้อนโต๊ะ
4. ว่านหางจระเข้สด 1 ใบ
5. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
6. ภาชนะสำหรับผสม
** ถ้าต้องการใช้มะขามเปียกขัดตัว ให้เพิ่มปริมาณมะขามเปียกและส่วนผสมอื่น ๆ ตามอัตราส่วน**
วิธีทำ
1. ล้างมะขามเปียกให้สะอาด
2. ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน อย่าให้เหลวจนเกินไป
3. เอาผ้าขาวบาง หรือ กระชอน กรองเศษมะขามชิ้นใหญ่ ๆ ออกไม่ให้บาดผิว เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
วิธีใช้
1. มะขามเปียกพอกหน้า ให้ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ห้ามเกินกว่านี้เพราะมะขามมีฤทธิ์เป็นกรดอาจทำให้ระคายเคืองได้ อาจจะรู้สึกคันยิบ ๆ เล็กน้อย เนื่องจากฤทธิ์ของกรด AHA ในมะขามค่ะ ถ้าแสบมากเกินไปให้รีบล้างออก
2. มะขามเปียกขัดหน้า ให้ใช้นิ้วมือค่อย ๆ นวดวนเบา ๆ เพื่อให้เซลล์ที่ตายแล้วหลุดออก และเกิดการผลัดเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ อย่าลืมว่าห้ามขัดเกิน 5 นาที นะคะ เดี๋ยวหน้าไหม้หมดสวยแย่เลย
3. มะขามเปียกขัดผิว อาบน้ำให้สะอาด ทามะขามเปียกให้ทั่วตัว แล้วลงมือขัดวนไปเรื่อย ๆ อย่างเบามือ เน้นจุดด่างดำ และรอยหยาบกร้าน เช่น ข้อศอก หัวเข่า รักแร้ และ ฝ่าเท้า เป็นต้น ขัดวนจนทั่วตัว อย่าให้เกิน 15 นาที ถ้ารู้สึกแสบมากให้รีบล้างออก
4. หากน้ำมะขามเปียกที่ทำไว้ยังใช้ไม่หมด ให้ใส่ภาชนะสะอาดแช่ตู้เย็น เก็บไว้ใช้อีกได้ แต่ไม่ควรเกิน 3 วัน เพราะจะเสื่อมประสิทธิภาพลง
คำเตือน
การใช้มะขามเปียกขัดผิว หรือพอกหน้านั้น ไม่ควรใช้เกินอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันผิวถูกรบกวนมากเกินไปจนอาจระคายเคืองได้ ที่สำคัญทุกครั้งที่ขัดผิวหรือพอกหน้าด้วยมะขามปียกแล้ว อย่าลืมบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ด้วยครีมบำรุงเข้มข้น และครีมกันแดด SPF สูง ๆ นะคะ ผิวจะได้ขาวสดใส ไม่กลับไปคล้ำเสียอีก
และสำหรับ เรื่องของมะขาม ที่ Zappnuar Healthy นำมาฝากเพื่อนๆในวันนี้ไม่ใช่แค่มะขามเปียกเท่านั้นนะ  แต่ยังมีเมนู ยำมะขามอ่อน สุดแซ่บมาฝากทุกคนด้วยค๊าา
12064512_481881748638465_1274996323_n
วัตถุดิบ ยำมะขามอ่อน
1.มะขามเล็กหั่นแว่น
2.พริกป่น
3.เกลือ
4.น้ำตาล
5.น้ำปลา
6.ผงชูรส
7.รสดี
8.กะปิ หรือ ปลาร้า (ตามใจชอบ)
วิธีทำก็แสนง่ายยยยย เอาทุกๆอย่างมาคนรวมกัน แค่นี้ก็ได้เมนูสุดแซ่บไว้แก้ง่วง ในเวลาทำงานช่วงบ่ายแล้วหล่ะค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.nanahealth.com,www.facebook.com/HomeatMekong และภาพจาก www.bansuanporpeang.com

และที่มาจาก Zappnuar.com

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558

อาหารชั้นเลิศ 20 อย่าง เอาใจคนรักเส้นผมและเล็บ

20 อาหารชั้นยอด สำหรับบำรุงผมและเล็บ ไบโอติน คือ วิตามิน B ชนิดหนึ่งที่ร่างกายไม่ควรขาด หากได้รับในปริมาณที่ไม่เพียงพอจะทำให้เส้นผมและผิวหนังมีสุขภาพไม่สมบูรณ์ การได้รับไบโอตินอย่างเหมาะสม นอกจากจะช่วยในเรื่องกระบวนการเมตาโบลิซึ่มแล้ว ยังช่วยรักษาสมดุลของระดับกลูโคสในกระแสเลือดอีกด้วย อาหารอุดมไปด้วยไบโอตินมีอะไรบ้าง มาดูกัน
ผมเล็บ
1.เห็ด มีไบโอตินชั้นดีแล้ว ยังอุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆมากมาย
2.ปลาทูน่า อุดมด้วยไบโอติน และยังมีโปรตีนและโอเมก้า 3
3.ไก่งวง มีโปรตีนชั้นดี และเป็นแหล่งไบโอตินที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ชื่นชอบ เป็นอาหารเพื่อสุขภาพซึ่งจะช่วยลดระดับไขมันในร่างกาย
4.อะโวคาโด มีวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน และไฟเบอร์ นอกจากนี้ยังมีทั้งไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน รวมทั้งไบโอติน
5.ผักสวิสชาร์ด ช่วยรักษาระดับไบโอตินในร่างกาย อีกทั้งยังเต็มไปด้วยเส้นใย แมกนีเซียม และวิตามิน C
6.ไข่ อุดมไปด้วยไบโอติน โปรตีน และสารอาหารอื่นๆอีกมากมาย
7.ปลาแซลมอน มีโปรตีนและโอเมก้า 3 สูงมาก และมีไบโอตินมากอีกด้วย
8.เมล็ดทานตะวัน มีแร่ธาตุ ไม่ว่าจะเป็นแมกนีเซียม และวิตามินอย่างไบโอติน
9.ตับ ในตับวัวมีแร่ธาตุและวิตามินมากมาย เช่น ธาตุเหล็ก และแมกนีเซียม และยังมีไบโอติน
10.เนยถั่ว มีไบโอติน และยังโปรตีนอีกด้วย
11.ชีส เป็นแหล่งไบโอติน รวมทั้งแคลเซียม วิตามิน B12 แต่ก็มีไขมัน แคลอรี่ และโซเดียมที่สูงมาก
12.กะหล่ำดอก มีไบโอติน และมีสรรพคุณช่วยในการรักษาโรคมะเร็ง และโรคหัวใจ
13.ขนมปังโฮลวีต เป็นทั้งแหล่งไบโอตินชั้นยอด แหล่งโปรตีน และยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก
14.ปลาซาร์ดีน มีโอเมก้า 3 โปรตีน วิตามิน แร่ธาตุต่างๆ และไบโอติน
15.ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีไบโอตินและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง และช่วยต้านโรคมะเร็งและโรคหัวใจ
16.อัลมอนด์ คือแหล่งไบโอตินชั้นเลิศ อุดมไปด้วยแคลเซียมและไขมันที่มีประโยชน์ แต่ก็มีแคลอรี่สูง
17.กล้วย มีโปแตสเซียม และมีใยอาหารช่วยให้ระบบย่ออาหาร และระบบขับถ่ายทำงานได้ดี
18.เนื้อหมู แม้ไม่ใช่อาหารที่ดีที่สุดแต่ก็ประกอบด้วยไบโอตินในปริมาณที่สูงกว่าอาหารชนิดอื่น
19.ถั่วเหลือง อุดมไปด้วยไบโอติน โปรตีน และไฟเบอร์ ที่สำคัญเรายังสามารถนำถั่วเหลืองไปใช้ทดแทนเนื้อสัตว์ได้ด้วย
20.เนื้อวัว ประกอบด้วยโปรตีนและแร่ธาตุอื่นๆ รวมถึงไบโอตินด้วย