วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558

กินวิตามินเยอะๆแล้วมันดีจริงหรือ



วิตามิน
    การรับประทานอาหารให้ครบ5หมู่สำหรับบางคนอาจเป็นเรื่องยาก ดังนั้นเราจึงต้องมีวิธีที่จะช่วยให้เราได้รับสารอาหารที่ครบ โดยการรับประทานวิตตาสิน แต่บางท่านก็มีความเข้าใจที่ไม่ค่อยจะถูกต้องสักเท่าไหร่เกี่ยวกับการรับประทานวิตามิน เพราะคิดว่าการรับประทานวิตามินที่เยอะหรือน้อยเกินไปก็ไม่ดีคะ วันนี้แอดมินได้นำเอาวิธีและข้อดีข้อเสียของการรับประทานวิตามินมาฝากทุกคนคะ
    นอกจากการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพร่างกายแล้ว หลายคนมักเลือกการทานวิตามินเป็นอาหารเสริม ซึ่งการทานวิตามินกำลังกลายเป็นเทรนด์ฮิตทั้งในไทยและต่างประเทศ มีทั้งวิตามินช่วยเสริมเรื่องสุขภาพให้แข็งแรง เพิ่มภูมิคุ้มกันโรค ป้องกันโรคมะเร็ง ไขมัน ความดัน ฯลฯ ไปจนถึงวิตามินประเภทที่ช่วยในเรื่องของความงามต่างๆ แต่รู้หรือไม่ว่าการทานวิตามินมากเกินไปนอกจากจะเปลืองเงิน และไม่ได้ช่วยให้คุณสุขภาพดีแล้ว ยังสามารถทำให้ถึงแก่ชีวิตได้อีกด้วย
    สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษตีแผ่วัฒนธรรมการกินวิตามินพร่ำเพรื่อที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกโดยเปิดเผยผลวิจัยของนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่พบว่าการกินวิตามินเอเบตาแคโรทีน และวิตามินอี รวมถึงสารแอนติออกซิแดนท์ต่างๆ มากเกินไปในระยะเวลานานๆ นอกจากจะไม่ได้ส่งผลให้สุขภาพแข็งแรงและป้องกันโรคแล้ว ยังส่งผลให้เกิดโรคหลายอย่างตามมา
    วิตามินเอที่มากเกินไป หรือเกิน 3,000 ไมโครกรัมต่อวันในผู้ใหญ่ เคยทำให้คนตายมาแล้ว ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เคยมีนักสำรวจ ขั้วโลกที่เสียชีวิตจากการกินตับสุนัขลากเลื่อนทำให้มีการค้นพบว่าตับสุนัขมีวิตามินเอสูงมาก และการกินตับสุนัข 100 กรัมก็สามารถฆ่าคนได้ หรือถ้าได้รับวิตามินเอมากเกินไปแต่ยังไม่ถึงขั้นเสียชีวิต ก็จะเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ผมร่วง ปากแห้ง ผิวแห้ง ผิวลอกเป็นชั้นๆ ได้ และสำหรับนักสูบบุหรี่ วิตามินเอก็ทำให้คุณเป็นมะเร็งปอดได้ง่ายขึ้น ส่วนซิงก์ที่ หนุ่มสาวชอบกินเพื่อแก้อาการผมร่วง หรือช่วยรักษาสิว หากกินมากเกินไปคือตั้งแต่ 100-150 มิลลิกรัม และกินติดต่อกันเป็นเวลานานจะส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ภูมิต้านทานต่ำลง และถ้ากินมากถึง 200 มิลลิกรัมขึ้นไป อาจทำให้ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียและเป็นโรคโลหิตจางได้
    วิตามินรวมหลายๆ ชนิดแบบเบ็ดเสร็จในเม็ดเดียว ที่มักมาในรูปแบบของวิตามินบำรุงผม บำรุงสมอง หรือบำรุงสายตา ก็อันตรายมากเช่นเดียวกันเพราะนอกจากจะไม่สามารถคำนวณได้ว่ากินวิตามินอะไรเข้าไปเท่าไหร่ และที่กินเข้าไปนั้นมากเกินขนาดหรือไม่ วิตามินหลายชนิดยังขัดขวางการดูดซึมของกันและกัน เช่นแคลเซียมจะขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็ก ธาตุเหล็กขัดขวางการดูดซึมทองแดง ทำให้การโด๊ปวิตามินตัวหนึ่ง อาจทำให้คุณขาดวิตามินอีกชนิดได้ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาไม่ได้หมายความว่าวิตามินเป็นสิ่งไม่ดีหรือไม่จำเป็น แต่ควรรับประทานเท่าที่จำเป็นหรือเท่าที่แพทย์แนะนำ อาทิ ผู้ที่ควรได้รับวิตามินเสริม คือหญิงตั้งครรภ์ที่ต้องได้รับโฟลิกและวิตามินดีเพิ่ม คนอายุ 65 ปี และเด็กวัย 6 เดือน ถึง 5 ปี และคนที่ไม่ค่อยได้โดนแดด ควรได้รับวิตามินดี และสุดท้ายเด็ก 6 เดือน ถึง 5 ปี ทุกคนควรได้รับวิตามินเอ ซี และดีเสริม โดยเฉพาะเด็กที่ไม่สามารถกินอาหารที่หลากหลายได้
ขอขอบคุณภาพจาก stronglife
ขอขอบคุณที่มาข้อมูลจาก thaibio  และ sanook


วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2558

มะขามเพื่อสุขภาพ



??????????????????????????

    มะขาม มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tamarindus indica  L เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ในปรเทศไทยของเรานิยมปลูกมะขามกันมากในจังหวัดจังหวัดเพชรบูรณ์
   มะขามมีประโยชน์ แทบจะทุกส่วนไม่ว่าจะเป็น ราก ลำต้น ใบ ผล เมล็ด เปลือก โดยส่วนใหญ่จะนำมาบริโภค และทำประโยชน์จากเนื้อไม้ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ นอกจากจะรับประทานสดแล้ว ยังนำมาทำเป็นส่วนประกอบในเครื่องปรุงอาหารอีกด้วย ใบอ่อนของมะขามก็นิยมนำมาปรุงรสอาหาร เช่น แกงยอดมะขามอ่อนนอกจากบริโภคก็ยังมีสรรพคุณในการรักษาโรคอีกด้วย
สรรพคุณของมะขามราก – แก้ท้องร่วง สมานแผล รักษาเริม และงูสวัด
เปลือกต้น – แก้ไข้ ตัวร้อน
แก่น – กล่อมเสมหะ และโลหิต ขับโลหิต ขับเสมหะ รักษาฝีในมดลูก รักษาโรคบุรุษ เป็นยาชักมดลูกให้เข้าอู่ 
ใบสด – (มีกรดเล็กน้อย) เป็นยาถ่าย ยาระบาย ขับลมในลำไส้ แก้ไอ แก้บิด รักษาหวัด ขับเสมหะ หยอดตารักษาเยื่อตาอักเสบ แก้ตามัว ฟอกโลหิต ขับเหงื่อ ต้มผสมกับสมุนไพรอื่นๆ อาบหลังคลอดช่วยให้สะอาดขึ้น 
เนื้อหุ้มเมล็ด – แก้อาการท้องผูก เป็นยาระบาย ยาถ่าย ขับเสมหะ แก้ไอ กระหายน้ำ เป็นยาสวนล้างท้อง 
ฝักดิบ – ฟอกเลือด และลดความอ้วน เป็นยาระบายและลดอุณหภูมิในร่างกาย บรรเทาอาการไข้ 
เมล็ดในสีขาว – เป็นยาถ่ายพยาธิไส้เดือนตัวกลมในลำไส้ พยาธิเส้นด้าย
เปลือกเมล็ด – แก้ท้องร่วง แก้บิดลมป่วง สมานแผลที่ปาก ที่คอ ที่ลิ้น และตามร่างกาย รักษาแผลสด ถอนพิษและรักษาแผลที่ถูกไฟลวก รักษาแผลเบาหวาน
เนื้อในฝักแก่ (มะขามเปียก) – รับประทานจิ้มเกลือ แก้ไอ ขับเสมหะ 
ดอกสด – เป็นยาลดความดันโลหิตสูง
ประโยชน์ของมะขามเปียก
1. มีรสเปรี้ยว หากนำมารับประทานจะทำให้ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายให้หมุนเวียนดีขึ้น
2. นอกจากนี้ยังช่วยแก้ไอ ขับเสมหะได้ ด้วยการนำเนื้อมะขามไปต้มให้สุก เติมเกลือเล็กน้อย แล้วค่อยๆ จิบ
3. หากนำเม็ดมะขามเปียกไปคั่วให้สุก กะเทาะเปลือกออก แล้วแช่น้ำจนเนื้อนิ่ม จะสามารถนำไปพอกแผลฝี หนอง และแผลเรื้อรังต่าง ๆ ให้บรรเทาลงได้
4. นำเม็ดมะขามไปผ่าตามแนวขวาง แล้วฝนกับน้ำมะนาว จะช่วยดูดพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้
5. มีกรดผลไม้ (AHA) หากนำมาขัดผิว จะช่วยผลัดเซลส์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออก ช่วยให้ผิวสะอาด กระจ่างใส ลดรอยด่างดำและความหมองคล้ำให้จางลง จุดแห้งกร้านเนียนนุ่มขึ้น
มะขามเปียก สมุนไพรคู่ครัวไทยที่มีสรรพคุณเป็นกรด มี AHA ในปริมาณที่สามารถใช้ขัดผิวหน้า ผิวตัว หรือแม้กระทั่งจุดแห้งกร้าน ให้เนียนนุ่ม และดูขาวใสขึ้นได้ ถ้าใช้ให้ถูกวิธี โดยเรามาเริ่มจากตรงดิ่งไปตลาด หาซื้อ มะขามเปียก ติดบ้านไว้สัก 3-4 ก้อน จากนั้นจดสูตรต่อไปนี้แปะไว้หน้าตู้เย็น เตือนตัวเองทุกวันให้ทำตามสูตร ท่องให้ขึ้นใจว่า ฉันจะขาว ฉันจะใส แล้วลุยกันเลยค่ะ สูตรขัดผิวด้วยมะขามเปียก
สูตรที่ 1
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. นมสดรสจืด 3-4 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
4. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
5. ภาชนะสำหรับผสม
สูตรที่ 2
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย
3. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
4. ภาชนะสำหรับผสม
สูตรที่ 3
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. ขมิ้นผง 2 ช้อนโต๊ะ
3. นมสดรสจืด 3-4 ช้อนโต๊ะ
4. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
5. ภาชนะสำหรับผสม
สูตรที่ 4
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. ดินสอพอง 2 ก้อน
3. นมสดรสจืด 4-5 ช้อนโต๊ะ
4. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
5. ภาชนะสำหรับผสม
สูตรที่ 5
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ
3. เกลือละเอียด 2-3 ช้อนโต๊ะ
4. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
5. ภาชนะสำหรับผสม
สูตรที่ 6
1. มะขามเปียก 1 ก้อน
2. นมสดรสจืด 4-5 ช้อนโต๊ะ
3. ขมิ้นผง 2 ช้อนโต๊ะ
4. ว่านหางจระเข้สด 1 ใบ
5. ผ้าขาวบาง หรือ กระชอน
6. ภาชนะสำหรับผสม
** ถ้าต้องการใช้มะขามเปียกขัดตัว ให้เพิ่มปริมาณมะขามเปียกและส่วนผสมอื่น ๆ ตามอัตราส่วน**
วิธีทำ
1. ล้างมะขามเปียกให้สะอาด
2. ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน อย่าให้เหลวจนเกินไป
3. เอาผ้าขาวบาง หรือ กระชอน กรองเศษมะขามชิ้นใหญ่ ๆ ออกไม่ให้บาดผิว เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
วิธีใช้
1. มะขามเปียกพอกหน้า ให้ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ห้ามเกินกว่านี้เพราะมะขามมีฤทธิ์เป็นกรดอาจทำให้ระคายเคืองได้ อาจจะรู้สึกคันยิบ ๆ เล็กน้อย เนื่องจากฤทธิ์ของกรด AHA ในมะขามค่ะ ถ้าแสบมากเกินไปให้รีบล้างออก
2. มะขามเปียกขัดหน้า ให้ใช้นิ้วมือค่อย ๆ นวดวนเบา ๆ เพื่อให้เซลล์ที่ตายแล้วหลุดออก และเกิดการผลัดเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ อย่าลืมว่าห้ามขัดเกิน 5 นาที นะคะ เดี๋ยวหน้าไหม้หมดสวยแย่เลย
3. มะขามเปียกขัดผิว อาบน้ำให้สะอาด ทามะขามเปียกให้ทั่วตัว แล้วลงมือขัดวนไปเรื่อย ๆ อย่างเบามือ เน้นจุดด่างดำ และรอยหยาบกร้าน เช่น ข้อศอก หัวเข่า รักแร้ และ ฝ่าเท้า เป็นต้น ขัดวนจนทั่วตัว อย่าให้เกิน 15 นาที ถ้ารู้สึกแสบมากให้รีบล้างออก
4. หากน้ำมะขามเปียกที่ทำไว้ยังใช้ไม่หมด ให้ใส่ภาชนะสะอาดแช่ตู้เย็น เก็บไว้ใช้อีกได้ แต่ไม่ควรเกิน 3 วัน เพราะจะเสื่อมประสิทธิภาพลง
คำเตือน
การใช้มะขามเปียกขัดผิว หรือพอกหน้านั้น ไม่ควรใช้เกินอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันผิวถูกรบกวนมากเกินไปจนอาจระคายเคืองได้ ที่สำคัญทุกครั้งที่ขัดผิวหรือพอกหน้าด้วยมะขามปียกแล้ว อย่าลืมบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ด้วยครีมบำรุงเข้มข้น และครีมกันแดด SPF สูง ๆ นะคะ ผิวจะได้ขาวสดใส ไม่กลับไปคล้ำเสียอีก
ขอขอบคุณภาพจาก healthiie

ทำไมปลาจึงเป็นส่วนหนึ่งของอาหารสุขภาพ


   Seafood

ส่วนหนึ่งของอาหารสุขภาพคือจะต้องรับประทานปลาอย่างน้อย 2 ส่วนต่อสัปดาห์โดยจะต้องเป็นปลาที่มีไขมันสูง 1 ส่วน

ทำไมปลาจึงเป็นส่วนหนึ่งของอาหารสุขภาพ

  • เนื่องจากปลาจะเป็นแหล่งที่ให้วิตามินและแร่ฐาตุที่สำคัญ
  • ในเนื้อปลาจะมีน้ำมันปลาซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย

เนื้อปลาจะต้องปรุงอย่างไร

การที่จะให้ได้ประโยชน์จากเนื้อปลาแนะนำให้นำไป นึ่ง ย่าง อบ เผา ไม่แนะนำให้ทอด

เราแบ่งปลาเป็นกี่ชนิด

ปลาที่มีไขมันสูง Oily fish
ตัวอย่างปลาที่มีไขมันสูง salmon, mackerel, sardines, trout and herring ปลาดังกล่าวจะให้สารอาหาร
  • อุดมไปด้วยน้ำมันปลาซึ่งป้องกันโรคหัวใจ
  • มีวิตามินเอี และ วิตามินดีีมาก
ปลาที่มีเนื้อขาว White fish
ตัวอย่างปลาเนื้อขาวได้แก่  cod, haddock, plaice, pollack, coley, dab, flounder, red mullet, gurnard and tilapia
  • ไขมันจะต่ำกว่าเนื้อหมู
  • มีน้ำมันปลามากแต่น้อยกว่าปลาที่มีไขมัน
กุ้ง หอย ปู
  • ไขมันจะต่ำ
  • มีแร่ฐาตุที่สำคัญคือ selenium, zinc, iodine and copper
แต่ละคนจะรับปลาได้มากน้อยแค่ไหน
โดยทั่วไปปลาหนึ่งส่วนจะเท่ากับเนื้อปลาที่ปรุงสุกประมาณ 140 กรัม คนปรกติจะต้องการเนื้อปลาสองส่วนต่าอสัปดาห์ แต่จะแตกต่างตามเพศและอายุ
สำหรับปลาที่มีไขมักจะมีข้อแนะนำ
  • เด็กและผู้ใหญ่ให้รับปลาได้ถึงสี่ส่วนต่อสัปดาห์
  • สำหรับคนท้องหรือผู้ที่วางแผนจะตั้งครรภ์ให้รับปลาที่มีมันสูงได้ไม่เกินสองส่วนต่อสัปดาห์ เนื่องจากเกรงเรื่องสารปรอทในปลา
สำหรับปลาที่มีเนื้อขาวจะมีข้อแนะนำ(ได้แก่ปลา  cod, haddock, plaice, pollack, coley, dover sole, dab, flounder, red mullet and gurnard )
  • สามารถรับประทานได้เต็มที่ยกเว้นปลาฉลามและปลา Shark and marlin ซึ่งมีข้อจำกัดดังนี้
    • เด็ก คนตั้งครรภ์ หรือวางแผนที่จะตั้งครรภ์ไม่ควรจะรับปลา Shark and marlin เนื่องจากมีสารปรอทในปริมาณที่สูง
    • ผู้ใหญ่ไม่ควรจะรับปลา Shark and marlin มากกว่าหนึ่งส่วนต่อสัปดาห์
คำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานปลาในแต่ละกลุ่มคน
หญิงที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือวางแผนตั้งครรภ์
  • ไม่ควรจะรับประทานปลา Shark, swordfish and marlin เนื่องจากมีสารปรอทสูง
  • ปลาที่มีไขมันไม่ควรเกินสองส่วนต่อสัปดาห์
  • ไม่รับประทานปลาทูน่ากระป๋องเกิน สี่กระป๋องต่อสัปดาห์ เนื่องจากสารปรอท
เด็กตั้งแต่ 6 เดือน
  • ให้หลีกเลี่ยงปลา Shark, swordfish and marlin
  • ไม่รับประทานกุ้ง ปูหอยดิบเนื่องจากอาจจะเกิดอาหารเป็นพิษ
ขอขอบคุณภาพจาก siamhealth
ขอขอบคุณที่ข้อมูลจาก  siamhealth



วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เรื่องราวของมะยม




☀มะยม (Star gooseberry) ผลไม้ไทยชนิดหนึ่ง ที่มีทั้งรสฝาด และรสเปรี้ยว ลักษณะลำต้นเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง กิ่งของมะยมค่อนข้างเปราะ และแตกง่าย เปลือกของลำต้นขรุขระสีเทาปนน้ำตาล ใบมะยม ลักษณะเป็นก้าน มีใบย่อยออกเรียงแบบสลับกันเป็นสองแถว แต่ละก้านมีใบย่อย 20-30 คู่ ขอบใบเรียบ ดอก ออกเป็นช่อตามกิ่ง ดอกย่อยจะมีสีเหลืองอมน้้าตาล ผล จะออกเป็นช่อตามกิ่ง ผลอ่อนจะมีสีเขียวเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หรือขาวแกมเหลือง หลุดจากช่อได้ง่าย
☀สรรพคุณของมะยม☀
ผลมะยมมีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความชราความความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ช่วยดับร้อน ปรับสมดุลในร่างกาย มีวิตามินซีสูงช่วยต้านหวัด เป็นยาระบาย ผลดิบหรือสุกมีฤทธิ์กัดเสมหะ นำผลมะยมตำรวมกับพริกไทยพอกตามส่วนของร่างกาย ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ไขข้ออักเสบได้
ใบมะยมแก้เบาหวาน บำรุงตับอ่อนให้แข็งแรงและสามารถผลิตน้ำตาลในภาวะสมดุล ลดความดันโลหิต บำรุงประสาท บรรเทาอาการปวดหัว แก้ไข้หัด แก้สำแดง นำมาต้มน้ำอาบช่วยรักษาโรคอีสุกอีใสและแก้พิษคัน
เปลือกของลำต้นมาต้มกับน้ำดื่มช่วยแก้ไข้ทับระดู แก้น้ำเหลืองเสียให้แห้ง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ไทยสมุนไพร.net และ สถาบันสอนอาชีพชี้ช่องรวย.com
ขอขอบคุณที่มาข้อมูลจาก zappnuar.com

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เห็ดฟาง มีดีกว่าที่คิด มาดูกันคะ


hqdefault (1)

     เห็ดฟาง  (ชื่อวิทยาศาสตร์: Volvariella volvacea) เป็นเห็ดรับประทานได้ชนิดหนึ่ง
   มีการเพาะปลูกในแถบเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้เป็นส่วนผสมในการประกอบอาหารเอเชียอย่างแพร่หลาย ชื่อเรียกของมันแม้แตกต่างกันไปในหลายประเทศ แต่ก็ยังมีความหมายว่า เห็ดฟาง เหมือนกัน เห็ดฟางมักพบได้ในรูปแบบสด แต่ก็สามารถพบรูปแบบบรรจุกระป๋องหรืออบแห้งจำหน่ายนอกฤดูเก็บเกี่ยวด้วย
ลักษณะดอกเห็ดอ่อนเป็นรูปไข่หรือรูปสามเหลี่ยมมุมป้าน เมื่อเจริญขึ้นจะปริแตกคงเหลือเยื่อหุ้มรูปถ้วยอยู่ที่โคน ผิวนอกของเยื่อหุ้มส่วนมากจะเปลี่ยนเป็นสีขาวหม่นหรือสีเนื้อ หมวกเห็ดรูปไข่ เมื่อบานเต็มที่เส้นผ่านศูนย์กลาง 4–10 เซนติเมตร กลางหมวกมีขนละเอียดสีน้ำตาลดำหรือสีน้ำตาลแดง ครีบสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อน ไม่ยึดติดกับก้าน สั้นยาวไม่เท่ากัน ก้านยาว 4–10 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5–1 เซนติเมตร ผิวสีขาวนวลมีขนสีขาว เนื้อเป็นเส้นหยาบสีขาวรวมกันแน่น ตรงกลางก้านกลวง สปอร์รูปรี สีชมพู ขนาด 5–6 × 7–9 ไมโครเมตร ผิวเรียบ
   เห็ดฟาง ตามธรรมชาติเจริญเติบโตบนกองฟางข้าวเป็นกลุ่ม 2–6 ดอก และจะถูกเก็บเกี่ยวในระยะที่ยังเจริญไม่เต็มที่ คือยังเป็นตุ่มกลม ๆ ก่อนที่หมวกเห็ดจะผุดออกมา ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4–5 วัน เจริญได้ผลดีที่สุดในภูมิอากาศเขตร้อนที่มีฝนตกชุก เห็ดชนิดนี้ไม่เคยปรากฏประวัติการเพาะปลูกมาก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19
   เห็ดฟางมีลักษณะคล้ายกับเห็ดอีกชนิดหนึ่งมากคือ เห็ดระโงกหิน (ชื่อวิทยาศาสตร์: Amanita phalloides, death cap) ซึ่งเป็นเห็ดพิษ สามารถจำแนกได้ด้วยสีสปอร์ของมัน สปอร์ของเห็ดฟางเป็นสีชมพูอ่อน แต่สปอร์ของเห็ดระโงกหินเป็นสีขาว คนจำนวนมากไม่ทราบถึงข้อเท็จจริงนี้ เก็บเห็ดระโงกหินที่ขึ้นอยู่ทั่วไปไปรับประทาน โดยเข้าใจว่าเป็นเห็ดฟาง ทำให้เสียชีวิตเป็นอันมาก
   สำหรับเห็ดฟางนั้นเรียกได้ว่าเป็นเห็ดยอดนิยมชนิดหนึ่งของคนไทยเลยก็ว่าได้ ซึ่งจะเห็นได้จากอาหารในหลากหลายเมนูที่มักจะมีเห็ดฟางเป็นส่วนประกอบอยู่อย่างแพร่หลาย และเห็ดฟางนี้ยังสามารถหาซื้อมารับประทานหรือประกอบอาหารได้ง่ายตามท้องตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ โดยมีทั้งเห็ดฟางแบบสด และบรรจุกระป๋อง หรืออบแห้ง ซึ่งจะเห็นได้ว่าเห็ดฟางนั้นเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมากเลยทีเดียว
ลักษณะทั่วไปของเห็ดฟาง
สำหรับเห็ดฟางนั้นเป็นเห็ดที่มีดอกตูมก้อนกลมสีขาวเนื้อแน่นละเอียด แต่เดิมมักเรียกว่าเห็ดบัว เนื่องจากมักขึ้นตามเปลือกเมล็ดบัวที่กะเทาะเมล็ด แต่ภายหลังเริ่มมีการเพาะปลูกอย่างจริงจังโดยใช้ฟางในการเพาะเห็ด จึงทำให้เปลี่ยนชื่อเรียกเป็นเห็ดฟาง โดยเห็ดฟางนั้นจะมีเยื่อหุ้มกระเปาะลักษณะคล้ายๆ กับถ้วยรองรับฐานเห็ดอยู่ เมื่อหมวกเห็ดเจริญขึ้นจะแผ่กางออกเป็นลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับร่ม โดยบริเวณด้านบนของหมวกเห็ดเป็นสีเทาอาจอ่อนหรือเข้มก็ได้ และมีผิวค่อนข้างเรียบ รวมทั้งมีขนละเอียดขึ้นปกคุลมอยู่จางๆ ส่วนบริเวณด้านล่างของหมวกเห็ดนี้จะมีครีบบางๆ อยู่ และมีก้านดอกเป็นสีขาวละมุน
เห็ดฟาง
สรรพคุณและประโยชน์ของเห็ดฟาง
🎈ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้นกันโรคให้แก่ร่างกายได้เป็นอย่างดี ทำให้ร่างกายแข็งแรง เนื่องจากมีวิตามินซีอยู่สูง
🎈ช่วยในการสมานผิวทำให้แผลหายเร็วขึ้น และลดอาการติดเชื้อต่างๆ
🎈ช่วยลดอาการปวดบวมของเหงือกและฟัน
🎈ช่วยแก้อาการคันตามผิวหนัง หรือผื่นคันตามร่างกาย
🎈ช่วยแก้โรคลักปิดลักเปิด หรือเลือดออกตามไรฟัน
🎈ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็ง เป็นการยับยั้งและชะลอการเกิดขึ้นของเซลล์มะเร็งร้าย
🎈ช่วยลดหรือบรรเทาอาการช้ำใน หรือปวดบวมในร่างกาย
🎈ช่วยบำรุงตับให้แข็งแรง เป็นการทำให้ระบบการทำงานของตับและร่างกายเกิดความสมดุล
เห็ดฟาง
ตัวอย่างเมนูอาหารของเห็ดฟาง
🎈เมนูต้มยำต่างๆ ใส่เห็ดฟาง
🎈ยำเห็ดฟาง
🎈แกงเลียงเห็ดฟาง
🎈เห็ดฟางผัดผัก
🎈โกยซีหมี่เห็ดฟาง
🎈ราดหน้าเห็ดฟาง
🎈เห็ดฟางผัดพริกเผา
ซึ่งเห็ดฟางนี้นับว่าเป็นอาหารและสมุนไพรที่มีประโยชน์มากมาย แต่ทั้งนี้ไม่ควรรับประทานแบบสดๆ โดยก่อนประกอบอาหารรับประทานควรนำไปผ่านความร้อนให้สุกเสียก่อน เนื่องจากในเห็ดฟางนี้จะมีสารที่คอยยับยั้งหรือขัดขวางการดูดซึมของอาหาร ทำให้ร่างกายไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ แต่หากนำไปปรุงโดยผ่านความร้อนก็จะช่วยให้สารนั้นย่อยสลายไป จึงทำให้ร่างกายเราสามารถดูดซึมสารอาหารได้อย่างเต็มที่นั่นเอง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.facebook.com/nutriral
และขอขอบคุณที่มาดีๆจาก zappnuar.com

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2558

กระเทียม ยาดีที่เราห้ามพลาด



  กระเทียม  มีประโยชน์กว่าที่คุณคิด เพราะ กระเทียวมเป็นได้มั้งเครื่องปรุง เครื่องเทศและ เป็นทั้งเครื่องเคียงได้ในตัวเดียวกันเลยคะ ทั้งอร่อย ดี และมีประโยชน์ขนาดนี้ไม่ใช่เล่นๆเลยจ้า สรรพคุณของมันก็เยอะแยะมากมายเลย ดีต่อสุขภาพทั้งนั้น 

กระเทียม

   ประโยชน์ของกระเทียม ข้อมูลจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ระบุว่า กระเทียม (garlic) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Allium sativum Linn. แทบทุกครัวเรือนรู้วิธีการเจียวกระเทียมในน้ำมันให้หอมก่อน แล้วจึงใส่เนื้อสัตว์หรือผัก เป็นวิธีดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์และเพิ่มรสชาติให้กับอาหารประเภทผัดชนิดต่างๆ ได้อย่างดี ทั้งยังใช้กระเทียมเจียวโรยหน้าอาหารอีกหลายอย่าง หรือใช้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในเครื่องแกงชนิดต่างๆ โดยเฉพาะเป็นตัวช่วยแต่งกลิ่นและรสร่วมกับมะนาวในน้ำพริกกะปิ แม้แต่พริกน้ำปลาหรือน้ำจิ้มรสแซบก็จะลืมกระเทียมไปไม่ได้ นอกจากนี้ใบและหัวกระเทียมสดๆ ยังเป็นผัก รวมถึงกระเทียมดองของอร่อย

    กระเทียม ยังเป็นสมุนไพรแก้ไขบรรเทาปัญหาสุขภาพของชาวบ้านมาโดยตลอด หมอพื้นบ้านไทยใช้กระเทียมสดรักษาโรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน โรคบิด ป่วง แก้ไอ และกระจายโลหิต กระทั่งเป็นที่สรุปได้ว่า กระเทียมเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณเด่น 2 ประการ คือ ใช้ทารักษาโรคผิวหนัง และรับประทานแก้โรคความดันโลหิตสูง

     การศึกษาทดลองคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาในระยะหลัง พบว่า กระเทียมมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีกหลายอย่าง แต่การนำมาใช้ประโยชน์ให้ได้ผลอย่างจริงจังยังจะต้องมีการศึกษาผลทางคลินิกวิทยาให้ถ่องแท้เสียก่อน โดยสรรพคุณต่างๆ ของกระเทียมมีดังนี้

1.ฆ่าเชื้อรา คือ กลาก เกลื้อน และเชื้อราที่เกิดตามเล็บ หนังศีรษะและผม
2.ฆ่าเชื้อยีสต์ชนิดที่ทำให้เกิดลิ้นขาวเป็นฝ้าในเด็กทารก และทำให้เกิดโรคมุตกิดระดูขาวที่มักจะเกิดในหญิงที่ตั้งครรภ์ หรือกินยาคุมกำเนิด ยาปฏิชีวนะหรือยาสเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ
3.ลดความดันโลหิตสูง
4.ลดไขมันและคอเลสเตอรอล
5.ป้องกันผนังหลอดเลือดหนาและแข็งตัว
6.ลดน้ำตาลในเลือด
7.ฆ่าหรือยับยั้งเชื้อแบคทีเรียแทบทุกชนิด กล่าวคือ มีสารอัลลิซิน ที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่มักทำให้เกิดโรคได้ถึง 15 ชนิด โดยเฉพาะยับยั้งเชื้อพวกที่ดื้อยาเพนนิซิลินได้ดีกว่าเชื้อพวกที่ไม่ดื้อยาอีกด้วย นอกจากนี้ ยังฆ่าเชื้อบิดมีตัวที่มีพิษต่อลำไส้ได้ดี โดยมีสารที่สำคัญคือกาลิซิน รวมทั้งสามารถยับยั้งเชื้อบิดเทียม ซึ่งไม่รบกวนแบคทีเรียตัวอื่นที่มีประโยชน์ต่อลำไส้
8.ยับยั้งเชื้อต่างๆ เช่น เชื้อที่ทำให้เกิดฝีหนอง และใช้รักษาแผลสด แผลที่เป็นหนอง คออักเสบ ทอนซิลอักเสบ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ เชื้อวัณโรค และเชื้อปอดบวม
9.รักษาไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่
10.เป็นยาขับเสมหะและมีฤทธิ์ขับเหงื่อและขับปัสสาวะ
11.รักษาโรคไอกรน
12.แก้หืดและโรคหลอดลม
13.แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย
14.ควบคุมโรคกระเพาะ คือมีสารเอเอส 1 ช่วยยับยั้งไม่ให้น้ำย่อยอาหารมาย่อยแผลในกระเพาะ และยังช่วยรักษาโรคตับอ่อนอักเสบชนิดรุนแรงได้ด้วย
15.ขับพยาธิต่างๆ ได้หลายชนิด ได้แก่ พยาธิเข็มหมุด พยาธิแส้ม้า พยาธิเส้นด้าย และมีรายงานทดสอบจากอินเดียว่า กระเทียมมีสารไดอัลลิลไดซัลไฟด์ มีฤทธิ์ใช้ฆ่าพยาธิไส้เดือนได้ดี
16.แก้เคล็ดขัดยอกและเท้าแพลง เพราะมีสารอัลลิซินเป็นตัวช่วยทำให้เลือดไหลเวียนมายังบริเวณที่ทาถูนวดยาได้ดีมากขึ้น
17.แก้ปวดข้อและปวดเมื่อย
18.ต่อต้านเนื้องอก
19.กำจัดพิษตะกั่ว
20.บำรุงร่างกาย

   ประเทศญี่ปุ่นได้ค้นพบสารในกระเทียมชื่อสคอร์ดินิน ไม่มีกลิ่น แต่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง รวมทั้งช่วยให้เนื้อเยื่อเจริญเติบโตและช่วยลดไขมันในร่างกาย และยังมีผู้พบว่าในกระเทียมมีธาตุเจอร์เมเนียมค่อนข้างสูง ซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันการเกิดมะเร็ง โรคหืด โรคไต โรคตับอ่อนและอาการท้องผูก รวมถึงมีสารชักนำวิตามินบี 1 เข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้นเท่าตัว โดยรวมเป็นสารอัลลิลไทอะมิน ทำให้วิตามินบี 1 ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้นถึง 20 เท่า
------------------------------------
ขอขอบคุณข้อมูลจาก namnuntawan.com
ขอขอบคุณที่มข้อมูลและรูปภาพจาก zappnuar.com

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ประโยชน์ 108 จาก แก้วมังกร (Dragon fruit)


แก้วมังกร
“แก้วมังกร” ผลไม้ชื่อแปลกชนิดนี้มีหลายสายพันธุ์และรสชาติแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นรสหวานอมเปรี้ยว หรือหวานอ่อนๆ มีวิธีรับประทานที่ง่ายเพียงแค่นำผลมาผ่าครึ่งก็สามารถใช้ช้อนตักเนื้อรับประทานได้เลย เนื้อสัมผัสนุ่มมีเมล็ดเล็กๆ สีดำกระจายทั่ว ทานอร่อยได้สำหรับคนทุกเพศทุกวัย แถมในหมู่สาวๆ รักสุขภาพยังมีประโยชน์มากมายทั้งด้านความงามและการลดน้ำหนักอีกด้วย
แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ แต่มีคุณค่าทางอาหารสูง รสชาติอร่อย ทำให้เหมาะสำหรับเหล่าหญิงสาวที่กำลังลดน้ำหนักเป็นอย่างมาก มีเส้นใยสูงจึงช่วยให้อิ่มท้องได้เป็นเวลานาน เปี่ยมไปด้วยสารอาหาร วิตามินและเกลือแร่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและผิวพรรณ นับเป็นผลไม้เพื่อนหญิงสาวอย่างแท้จริง และในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับประโยชน์ของแก้วมังกรให้มากขึ้นกันค่ะ
🌸1. ช่วยบำรุงผิว มีส่วนช่วยบำรุงผิวทำให้ผิวสวยเรียบเนียน กระจ่างใสขึ้นและยังลดการเกิดสิวด้วย🌸2. ดับกระหายได้ดี ด้วยรสชาติหวานอ่อนๆ ของแก้วมังกร จึงช่วยดับกระหายได้อย่างดีเยี่ยมเลยล่ะ🌸3. เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย มีสรรพคุณเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง และยังช่วยต่าต้านโรคภัยต่างๆ ได้ดีทีเดียว🌸4. ตัวช่วยลดน้ำหนักได้ผล แก้วมังกร เป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงจึงทำให้ช่วยลดน้ำหนักและเป็นตัวช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี🌸5. สารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่เป็นจำนวนมาก จึงช่วยป้องกันโรคและปกป้องผิวได้ดีทีเดียว🌸6. ป้องกันโรคร้าย มีส่วนช่วยป้องกันโรคหัวใจและป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด นอกจากนี้ยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย🌸7. ช่วยดูดซับสารพิษในร่างกาย สามารถช่วยดูดซับสารพิษในร่างกายได้ จึงทำให้ผิวพรรณของเราดูสดใสขึ้นและยังสุขภาพดีอีกด้วย🌸8. ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น เนื่องจากมีกากใยสูงจึงสามารถช่วยในการขับถ่ายให้มีประสิทธิภาพขึ้น แถมยังช่วยในการปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้อีกด้วย🌸9. บำรุงกระดูกและฟัน มีสรรพคุณในการบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ซึ่งเหมาะกับสาววัยทองที่สุด🌸10. ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง คนที่ทานแก้วมังกรบ่อยๆ จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่ำกว่าคนที่ไม่กินแก้วมังกร
ขอขอบคุณข้อมูลจาก women.sanook.com
และขอขอบคุณที่มาจากZappnuar.com

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

น้ำอุ่นดีมีประโยชน์


  
   รู้หรือไม่ น้ำอุ่นมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการทีเดียว ความลับของน้ำอุ่น ที่ซ่อนอยู่ มันสามารถเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายเราได้อย่างไรบ้าง

ดื่มน้ำอุ่น
และขอขอบคุณที่มาจาก Zappnuar.com

การดื่มน้ำอุ่นที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้หมายถึง การดื่มน้ำที่อุณหภูมิห้อง หรือน้ำที่มีความร้อนกำลังเหมาะ ซึ่งความอุ่นของน้ำนี่เองที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนเลือดไปหล่อเลี้ยงตามเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ส่งผลให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายเป็นปกติ เราจึงแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย แต่เอ๊ะ ! น้ำอุ่นธรรมดาเพียง 1 แก้วเนี่ยจะทำให้เราแข็งแรงได้ง่าย ๆ เลยจริงเหรอ ใครอยากรู้ว่าจริงหรือไม่ มาดูพร้อมๆกันเลยค่ะ
☕1. ช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย น้ำอุ่นช่วยดีท็อกซ์ของเสียออกจากร่างกายที่ไหลเวียนอยู่ตามอวัยวะสำคัญต่าง ๆ เช่น ปอด ตับ ไต และลำไส้ โดยที่น้ำอุ่นจะช่วยขับถ่ายของเสียเหล่านั้นออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ ขี้มูก ขี้ตา และเหงื่อไคล เป็นต้น ร่างกายของเราก็จะสะอาดจากภายใน ซึ่งเราสามารถเช็กได้ง่าย ๆ ก็คือ การที่ร่างกายไม่มีกลิ่นตัวตามข้อพับ ไม่มีกลิ่นปาก มีแววตาสดใส เป็นต้น
☕2. ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ใครที่เป็นคนธาตุหนัก ท้องผูก ขับถ่ายยาก ขอแนะนำว่าในตอนเช้าหลังตื่นนอน อย่าเพิ่งล้างหน้าแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำอุ่น 1แก้ว แล้วนวดวนตามเข็มนาฬิกาเบา ๆ ที่บริเวณท้อง รับรองว่าไม่นานก็จะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำแน่นอน เพราะการดื่มน้ำอุ่นเป็นแก้วแรกของวันในขณะที่ท้องกำลังว่างอยู่เป็นการลดแก๊สในกระเพาะอาหาร และยังช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายของเราให้ทำงานเป็นปกติอีกด้วย
☕3. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค ทำให้เราป่วยยาก ทุกวันนี้อากาศในบ้านเราเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาวจนร่างกายปรับตัวไม่ทัน จนบางทีอยู่ดี ๆ ร่างกายก็แสดงอาการผิดปกติขึ้นมา เช่น ปวดหัว เจ็บคอ มีน้ำมูก คัดจมูก ไอ เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนเล็ก ๆ ว่าสุขภาพของเราเริ่มอ่อนแอลงแล้วนะ ควรดูแลตัวเองให้มากขึ้นอีกหน่อย และการดูแลตัวเองอย่างง่าย ไม่ให้อาการหวัดถามหาก็คือ การจิบน้ำอุ่นเป็นประจำทุกวัน เพราะน้ำอุ่นช่วยให้ร่างกายไม่สะสมเชื้อโรคไวรัสและแบคทีเรีย ที่สามารถนำไปสู่อาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้ เพียงเท่านี้อาการป่วยก็ห่างไกลเราแล้ว
☕4. ช่วยให้เราควบคุมน้ำหนักตัวง่ายขึ้น ผลการวิจัยส่วนใหญ่ เผยว่า การดื่มน้ำอุ่นในตอนเช้าวันละ 2 แก้วเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญพลังงานมากขึ้นถึงร้อยละ 30 ทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี่ในอาหารได้มากขึ้น สาเหตุเป็นเพราะน้ำอุ่นช่วยลดการสะสมของเซลล์ไขมันสีขาวในร่างกาย เราจึงลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น กินอะไรก็สะสมเป็นไขมันในร่างกายได้ยาก อย่างไรก็ตาม เราก็ควรงดอาหารจำพวกไขมันทรานส์ แป้ง และน้ำตาลควบคู่กันไปด้วยนะคะ
☕5. ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน สาว ๆ คนไหนที่มักจะมีอาการปวดประจำเดือนบ่อยครั้ง ทำให้รู้สึกไม่มีแรง และไม่อยากขยับตัวทำอะไร เราขอแนะนำให้จิบน้ำอุ่นแทนน้ำเย็น เพราะน้ำอุ่นเป็นเหมือนยาแก้ปวดธรรมชาติที่จะช่วยคลายการบีบรัดของกล้ามเนื้อท้อง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนเป็นปกติอีกด้วย เพียงเท่านี้ร่างกายเราก็จะไม่อ่อนเปลี้ยเพลียแรงแล้วจ้า
☕6. ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต การดื่มน้ำอุ่นให้ได้อย่างน้อย 2 แก้วต่อวันก็สามารถเพิ่มชุ่มชื้นให้กับผิวพรรณของเราได้แล้ว เพราะน้ำอุ่นช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดในเซลล์ผิวหนังทั่วทั้งร่างกาย ส่งผลให้เรามีผิวพรรณที่เปล่งปลั่ง เส้นผมเงางาม มีน้ำหนัก ไม่มีปัญหาเรื่องหนังศีรษะ เช่น รังแค ผมร่วง ผมบาง และหนังศีรษะแห้งลอกเป็นแผ่น เป็นต้น
☕7. ช่วยให้เราดูอ่อนกว่าวัย คนรักสวยรักงามหลายคนต้องไม่เชื่อแน่เลยว่าการดื่มน้ำอุ่น 1 แก้วในตอนเช้า สามารถลดปัญหาผิวหน้าของเราได้ เช่น สิว ริ้วรอยแห่งวัย จุดด่างดำ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างอิลาสตินใต้ชั้นผิวหนังของเราด้วย สาเหตุเป็นเพราะน้ำอุ่นช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ระบบต่อมน้ำเหลืองให้ทำงานเป็นปกติ และระบบฮอร์โมนต่าง ๆ ภายในร่างกายของเราทำงานเป็นปกติขึ้น เราจึงมีผิวพรรณที่ดีทั้งผิวหน้า และผิวกาย ใครเห็นแล้วก็ต้องชมว่าดูอ่อนวัยจังเลย
☕8. ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การดื่มน้ำอุ่นเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการคิดอ่านของสมองเรา ส่วนหนึ่งเพราะน้ำอุ่นช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ดังนั้นหากรู้สึกว่าทำงานแล้วไอเดียไม่บรรเจิดเลย ขอแนะนำหยุดพักสักเล็กน้อย เดินไปหาน้ำอุ่นมาจิบสักแก้วหนึ่ง เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้น สมองไม่ล้า สามารถลุยกับงานยาก ๆ ต่อได้
☕9. ช่วยลดการติดเชื้อบริเวณทางเดินหายใจ อาการเจ็บคอเกิดจากการที่ร่างกายติดเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรียในบริเวณทางเดินหายใจ โดยที่บางครั้งจะมีอาการไอร่วมด้วย แต่เราสามารถลดการสะสมเชื้อโรคเหล่านี้ได้ด้วยวิธีง่าย ๆ คือ จิบน้ำอุ่นให้ได้ทั้งวัน หรือใช้วิธีกลั้วคอด้วยน้ำอุ่นในตอนเช้าและก่อนนอนก็ได้
☕10. ช่วยให้การออกกำลังกายเห็นผลดียิ่งขึ้น การออกกำลังกายในแต่ละวันของเราจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากหลังออกกำลังกายเสร็จแล้ว เราจิบน้ำอุ่นอย่างน้อย 1 แก้ว เพราะน้ำอุ่นช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดเพื่อลดการบาดเจ็บของข้อต่อ และกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกาย ทำให้เราไม่มีกล้ามเนื้อตึง หดเกร็ง หรือเป็นตะคริว อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความสมดุลให้กับระบบประสาทและสมองอีกด้วย เราจึงรู้สึกสดชื่น แจ่มใสมากขึ้น
เมื่อรู้ข้อดีของน้ำอุ่นกันแล้ว อย่าลืมหันมาดื่มน้ำอุ่นให้มากกว่าน้ำเย็นนะคะ ส่วนใครที่ไม่อยากดื่มแค่น้ำอุ่นธรรมดาก็สามารถเพิ่มเติมประโยชน์จากอาหารที่มีคุณสมบัติเป็นยาได้เช่นกันนะคะ เช่น เลมอน ขิง และน้ำผึ้ง เพียงเท่านี้ร่างกายเราก็จะลืมไปเลยว่าเคยป่วยครั้งสุดท้ายเมื่อไรกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก health.kapook.com และภาพจาก trongdee.com
และขอขอบคุณที่มาจาก Zappnuar.com